การศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของสารสกัดกลูโคไซด์รวม (total glucosides) จากรากโบตั๋น (Paeonia lactiflora Pall) ในผู้ป่วยโรคไลเคนพลานัสในช่องปากชนิดดื้อยา (refractory oral lichen planus) จำนวน 448 ราย โดยแบ่งออก เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุมซึ่งได้รับการรักษาพื้นฐานด้วยยา prednisone โดยเริ่มที่ขนาด 15 มก. และปรับลดขนาดยาลงจนเหลือ 5 มก. ภายในระยะเวลา 4 สัปดาห์ ร่วมกับการแนะนำสุขอนามัยในช่องปาก และกลุ่มทดลองซึ่งได้รับการรักษาพื้นฐานเช่นเดียวกัน ร่วมกับการรับประทานสารสกัดจากโบตั๋นในรูปแบบแคปซูล ขนาด 0.6 ก. วันละ 3 ครั้ง ต่อเนื่องเป็นเวลา 12 เดือน ตัวชี้วัดหลักของการศึกษา คือ ระยะเวลาตั้งแต่การสุ่มตัวอย่าง (randomization) จนถึงการตอบสนองสมบูรณ์ (complete response; CR) โดยนิยามโดยการบรรลุคะแนนความปวดตาม Visual Analogue Scale (VAS) และคะแนนลักษณะรอยโรคตาม Thongprasom sign score (TSS) ที่ระดับ 0 หรือ 1 (หรือเหลือ 0 หากคะแนนตั้งต้นเท่ากับ 1) ส่วนตัวชี้วัดรอง ได้แก่ อัตราการเกิด CR สะสมภายในระยะเวลา 12 เดือน อัตราการตอบสนองโดยรวม (overall response rate) (กำหนดเป็น VAS ≤ 3 ร่วมกับ TSS ≤ 2) การเปลี่ยนแปลงของคะแนนคุณภาพการนอนหลับตามแบบประเมิน Pittsburgh Sleep Quality Index ฉบับภาษาจีน (Chinese version of PSQI; CPSQI) ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงจากค่าเริ่มต้นของคะแนน VAS และ TSS ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (วิเคราะห์ด้วยค่า least-squares mean) และการประเมินความปลอดภัยของการรักษา ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากโบตั๋นมีระยะเวลาบรรลุการตอบสนองสมบูรณ์เร็วกว่าและมีอัตรา CR สูงกว่ากลุ่มควบคุม (53.9% เทียบกับ 34.4%) และเมื่อติดตามจนครบ 12 เดือน กลุ่มที่ได้รับสารสกัดยังคงมีอัตราการตอบสนองโดยรวมสูงกว่ากลุ่มควบคุม (70.6% เทียบกับ 44.4%) พร้อมทั้งมีแนวโน้มคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น ในด้านความปลอดภัย พบอาการไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่ในระดับไม่รุนแรง โดยกลุ่มที่ได้รับสารสกัดมีอาการท้องเสียสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างไรก็ตามไม่พบอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงหรือการหยุดยาเนื่องจากผลข้างเคียง โดยสรุปสารสกัดกลูโคไซด์รวมจากรากโบตั๋น สามารถใช้รักษาเสริมในผู้ป่วยโรคไลเคนพลานัสในช่องปากชนิดดื้อยาได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยในระดับที่ยอมรับได้
Phytomedicine. 2026;151:157770. doi: 10.1016/j.phymed.2026.157770.