ผลของการรับประทานมะม่วงร่วมกับโปรไบโอติกส์ต่อการอักเสบและการทำงานของสมองในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน

การศึกษาผลของการรับประทานมะม่วงร่วมกับโปรไบโอติกส์ต่อระดับเมแทบอไลต์ของ gallotannins ซึ่งเป็นสารโพลีฟีนอลที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในมะม่วง ภาวะการอักเสบ และสมรรถภาพด้านการรู้คิดของสมอง ทำการศึกษาในอาสาสมัคร อายุ 18-65 ปี จำนวน 94 ราย แบ่งออกเป็น กลุ่มผอม (ค่า BMI 18-23 กก./ตร.ม.) และกลุ่มน้ำหนักเกินหรืออ้วน (BMI 27-35 กก./ตร.ม.) โดยได้รับประทานมะม่วงสด 400 ก.ต่อวัน ร่วมกับแคปซูลโปรไบโอติกส์หรือยาหลอก วันละ 1 แคปซูล เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ทำการเก็บตัวอย่างเลือดในวันเริ่มต้นและวันที่ 54 ประเมินสมรรถภาพของสมองด้านการรู้คิดด้วยแบบทดสอบเชื่อมโยงตัวเลขตามลำดับ (trail making test A) และแบบทดสอบความจำตัวเลข (Digit span forward และ Digit span backward) พร้อมทั้งวิเคราะห์องค์ประกอบจุลินทรีย์ในลำไส้ ผลการศึกษาพบว่า ในกลุ่มน้ำหนักเกิน/อ้วน การรับประทานมะม่วงร่วมกับโปรไบโอติกส์มีผลทำให้ระดับ TNF-α ลดลง ขณะที่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มผอม ผลการทดสอบด้านสมรรถภาพการรู้คิดพบว่า กลุ่มผอมมีคะแนน Trail making test A และ Digit span ดีขึ้น ส่วนกลุ่มน้ำหนักเกิน/อ้วน ดีขึ้นเฉพาะ Digit span backward ระดับเมแทบอไลต์ของ gallotannins เพิ่มขึ้นในกลุ่มผอม โดยไม่ขึ้นกับการได้รับโปรไบโอติกส์ แต่ในกลุ่มน้ำหนักเกิน/อ้วน เพิ่มขึ้นเฉพาะเมื่อได้รับโปรไบโอติกส์ร่วมด้วย นอกจากนี้ การเสริมมะม่วงร่วมกับโปรไบโอติกส์สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของ Lactobacillus และ Lachnospiraceae และการลดลงของ Clostridium และ Streptococcus ซึ่งบ่งชี้ถึงการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ในทิศทางที่ส่งเสริมสุขภาพ ในกลุ่มผู้ที่มีน้ำหนักเกิน/อ้วนที่มีระดับเมแทบอไลต์ของ gallotannins สูง พบการลดลงของ IL-1β และ ghrelin (ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความหิว) ขณะที่ Peptide YY (PYY) (ฮอร์โมนแห่งความอิ่ม) เพิ่มขึ้น ส่วนในผู้ที่สร้างเมแทบอไลต์ได้น้อย แม้ได้รับโปรไบโอติกส์เสริมกลับพบการเพิ่มขึ้นของเชื้อ Firmicutes และ Clostridiaceae ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนและการอักเสบเรื้อรัง ผลจากการศึกษาสรุปได้ว่า การเสริมมะม่วงร่วมกับโปรไบโอติกอาจมีศักยภาพในการป้องกันภาวะการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน การเสื่อมถอยของการทำงานของสมองด้านการรู้คิด รวมถึงการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้

Food Funct. 2026;17:750-67.