ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและต้านการอักเสบของสารสกัดจากรางจืด มะรุม และลูกใต้ใบ

การศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัด 80% เอทานอลจากใบรางจืด ใบมะรุม และทั้งต้นของลูกใต้ใบ ต่อเชื้อแบคทีเรีย 5 ชนิด ได้แก่ Bacillus cereus, Staphylococcus aureus, Escherichia coli, Pseudomonas aeruginosa และ Vibrio cholera โดยทดสอบด้วยวิธี Kirby-Bauer disk diffusion susceptibility method และใช้ความเข้มข้นของสารสกัดเท่ากับ 2.5, 5.0, 7.5 และ 10 มก./แผ่น พบว่าสารสกัดสมุนไพรทั้งสามชนิด มีฤทธิ์ต้านเชื้อ B. cereus, S. aureus และ V. cholerae ได้ โดยประสิทธิผลขึ้นอยู่กับความเข้มข้นที่ใช้ แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ E. coli และ P. aeruginosa โดยสารสกัดใบรางจืดที่ความเข้มข้น 10 มก./แผ่น มีฤทธิ์ต้านเชื้อ V. cholerae ได้ดีที่สุด มีบริเวณยับยั้งเชื้อ (inhibition zones) เท่ากับ 25.0±4.2 มม. และสารสกัดใบมะรุมที่ความเข้มข้น 10 มก./แผ่น มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อ B. cereus และ S. aureus ได้ดีที่สุด โดยมีบริเวณยับยั้งเชื้อ เท่ากับ 16.5±0.7 มม. และ 15.0±0.0 มม. ตามลำดับ เมื่อทดสอบด้วยวิธี broth dilution method เพื่อหาค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ (minimum inhibitory concentration; MIC) และค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถฆ่าเชื้อ (minimum bactericidal concentration; MBC) พบว่าค่า MIC ของสารสกัดทั้งสามชนิดต่อเชื้อ B. cereus, S. aureus และ V. cholerae อยู่ระหว่าง 625-5,000 มคก./มล. และมีค่า MBC อยู่ระหว่าง 625-10,000 มคก./มล. โดยสารสกัดจากใบมะรุมมีฤทธิ์ต้านเชื้อ V. cholerae ได้ดีที่สุด (ค่า MIC เท่ากับ 625 มคก./มล) ขณะที่สารสกัดจากทั้งต้นลูกใต้ใบมีฤทธิ์ต้านเชื้อ B. cereus ได้ดีที่สุด (ค่า MIC เท่ากับ 625 มคก./มล.) นอกจากนี้ การทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบในเซลล์ macrophages THP-1 ที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสาร lipopolysaccharide ของสารสกัดใบรางจืดและสารสกัดจากทั้งต้นลูกใต้ใบ ความเข้มข้น 200, 400, 600 และ 800 มคก./มล. และสารสกัดใบมะรุม ความเข้มข้น 100 และ 200 มคก./มล พบว่าสารสกัดทั้งสามชนิดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยมีผลยับยั้งการหลั่งของ IL-6, TNF-α และ monocyte chemoattractant protein-1 (MCP-1) ซึ่งสารสกัดใบรางจืดและสารสกัดจากทั้งต้นลูกใต้ใบ จะมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ดีกว่าสารสกัดใบมะรุมและสาร EGCG ซึ่งเป็นสารควบคุมบวก

J Herb Med. 2025;51:101007. doi: 10.1016/j.hermed.2025.101007.