การทดสอบผลต่อเซลล์ของสารสกัด 60% เอทานอลจากใบของพืชสกุลอังกาบ (Barleria) จำนวน 6 ชนิด ได้แก่ อังกาบ (B. cristata L.), เสลดพังพอนตัวผู้ (B. lupulina Lindl.), อังกาบหนู (B. prionitis L.), อังกาบแดง (B. repens Nees), ระงับ (B. siamensis Craib) และ สังกรณี (B. strigosa Willd.) โดยทำการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากชนิด PC-3 และเซลล์ปกติ 2 ชนิด ได้แก่ human peripheral blood mononuclear cells; PBMCs และ primary prostate epithelium cells; HPrEC ด้วยวิธี MTT assay และ Comet assay รวมทั้งทดสอบผลต่อ cytochrome P450 (CYP450) โดยวัดระดับการแสดงออกของยีน CYP1A2, CYP2A6, CYP3A4, CYP2D6, และ CYP2E1 ในเซลล์ตับชนิด THLE-3 และวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญได้แก่ barlerin และ verbascoside ด้วยเทคนิค gas chromatography-mass spectrometry (GC-MS) และ high-performance liquid chromatography (HPLC) พบว่า สารสกัดจากอังกาบ สารสกัดจากระงับ สาร barlerin และสาร verbascoside มีความเป็นพิษที่จำเพาะเจาะจงต่อ PC-3 (มีค่า IC50 เท่ากับ 90.85, 29.97, 59.35 และ 48.89 มคก./มล. ตามลำดับ ในขณะที่ยามาตรฐาน cisplatin มีค่า IC50 เท่ากับ 33.31 มคก./มล.) โดยทำให้ DNA เสียหาย เกิดการตายแบบ apoptosis และยับยั้งวงจรของเซลล์ แต่ไม่เป็นอันตรายต่อ PBMCs และ HPrEC (สารสกัดจากเสลดพังพอนตัวผู้และสังกรณีเป็นพิษสูงต่อเซลล์ทุกชนิด ส่วนสารสกัดจากอังกาบหนูและอังกาบแดงมีความเป็นพิษต่ำต่อเซลล์ทุกชนิด) นอกจากนี้ สารสกัดจากระงับยังกระตุ้น PBMCs ให้หลั่ง cytokine ได้แก่ IL-2, IL-10, IL-12, IL-15, IL-21 และ IFN-γ เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง PC-3 ด้วย และการทดสอบผลต่อ CYP450 พบว่าสารสกัดจากระงับลดการแสดงออกของ CYP450 ที่นำมาทดสอบทุกชนิด ส่วนสารสกัดจากสังกรณีกระตุ้นการแสดงออกของยีน CYP2E1 อย่างชัดเจน การวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญพบว่าสารสกัดจากระงับมีปริมาณของ barlerin และ verbascoside มากที่สุด (0.43 และ 1.02 มก./นน.ใบแห้ง 1 ก. ตามลำดับ) ส่วนสารสกัดจากอังกาบหนูปริมาณสารน้อยที่สุด (0.03 และ 0.01 มก./นน.ใบแห้ง 1 ก. ตามลำดับ) จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า พืชในสกุลอังกาบและสารสำคัญที่พบ มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก โดยเฉพาะสารสกัดจากระงับซึ่งอาจนำมาพัฒนาเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยรักษามะเร็งดังกล่าวได้ แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม นอกจากนี้ ต้องระมัดระวังการใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน เพราะอาจส่งผลต่อปริมาณและการออกฤทธิ์ของยาได้
Sci Rep. 2025;15:21942. doi: 10.1038/s41598-025-07397-5.