การศึกษาผลของการใช้คลื่นอัลตราซาวนด์หลังการเก็บเกี่ยว (post-harvest ultrasound treatment) ต่อการเพิ่มสารพฤกษเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบ (muscle atrophy) ของใบแป๊ะตำปึง (Gynura procumbens (Lour.) Merr.) ผลพบว่าเมื่อให้คลื่นอัลตราซาวนด์ความถี่ 40 kHz กำลังไฟ 300 W ที่อุณหภูมิ 25°C แก่ใบแป๊ะตำปึง เป็นเวลา 10 นาที ให้ผลดีที่สุดในการเพิ่มปริมาณสารฟีนอลรวมและฟลาโวนอยด์รวม โดยพบว่าสาร quercetin เพิ่มจาก 6.46 เป็น 13.52, rutin จาก 21.93 เป็น 46.58, kaempferol จาก 1.38 เป็น 4.10 และ hydroxybenzoic acid จาก 375.15 เป็น 745.01 มก./ 100 ก. น้ำหนักแห้ง และยังมีผลเพิ่มฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยพบว่าค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระจากการวัดด้วยวิธี 2,20-azino-bis(3-ethylbenzothiazoline -6-sulfonic acid (ABTS), 2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl (DPPH) และ reducing power สูงขึ้น 1.7, 3.1 และ 3.2 เท่า ตามลำดับ เมื่อเทียบกับตัวอย่างที่ไม่ผ่านการใช้คลื่นอัลตราซาวนด์ นอกจากนี้ยังมีผลเพิ่มการทำงานของเอนไซม์ catalase, peroxidase, phenylalanine ammonia-lyase และ tyrosine ammonia-lyase อย่างมีนัยสำคัญ การทดสอบฤทธิ์ต่อการป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบในเซลล์กล้ามเนื้อ C2C12 ในระยะ myoblasts และ myotubes โดยให้สารสกัดเมทานอลจากใบแป๊ะตำปึงที่ผ่านคลื่นอัลตราซาวนด์ ขนาด 50 มคก./มล. แก่เซลล์ C2C12 ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชันด้วย H2O2 ขนาด 500 ไมโครโมลาร์/ล. พบว่าสารสกัดจากแป๊ะตำปึงช่วยเพิ่มการอยู่รอดของเซลล์ภายใต้ภาวะเครียดออกซิเดชันขึ้น 35.3% โดยเพิ่มความสามารถในต้านอนุมูลอิสระของเซลล์ เพิ่มระดับ glutathione และการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ superoxide dismutase และ catalase ร่วมกับการลดระดับ malondialdehyde (MDA) และ reactive oxygen species (ROS) นอกจากนี้ยังให้ผลเพิ่ม myotube diameter, MHC-positive area และ fusion index ซึ่งบ่งชี้ถึงการพัฒนาของเซลล์กล้ามเนื้อ ผลการวิเคราะห์เมแทบอโลมิกส์ (metabolomics) แสดงให้เห็นว่าสารสำคัญในแป๊ะตำปึง เช่น rutin, quercetin และ kaempferol มีความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการปกป้องกล้ามเนื้อ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการใช้คลื่นอัลตราซาวนด์หลังการเก็บเกี่ยวสามารถเพิ่มปริมาณสารพฤกษเคมีในใบแป๊ะตำปึง เพิ่มฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและส่งเสริมการพัฒนาของเซลล์กล้ามเนื้อ และมีศักยภาพในการป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบได้
J Sci Food Agric 2026;106:22709.