ฤทธิ์ต้านพยาธิและเสริมฤทธิ์ยาถ่ายพยาธิของสารสกัดจากเปลือกแก้วมังกรเนื้อแดง

การศึกษาฤทธิ์ต้านพยาธิและเสริมฤทธิ์ยาถ่ายพยาธิ albendazole ของสารสกัดเอทานอล และสารสกัดน้ำจากเปลือกแก้วมังกรเนื้อแดง (Hylocereus polyrhizus) โดยทำการทดสอบกับไส้เดือนดินแอฟริกา (Eudrilus eugeniae) เนื่องจากมีลักษณะทางสัณฐานวิทยาและสรีรวิทยาที่คล้ายคลึงกับพยาธิตัวกลม (Ascaris lumbricoides) ในลำไส้ของมนุษย์ มีรายละเอียดดังนี้

การศึกษาฤทธิ์ต้านพยาธิโดยใช้สารสกัดขนาด 0.125-32 มก./มล. พบว่า ที่ความเข้มข้น 32 มก./มล. สารสกัดน้ำทำให้พยาธิเป็นอัมพาตภายใน 5.67 ± 0.05 นาที และตายภายใน 8.82 ± 0.06 นาที ส่วนสารสกัดเอทานอลทำให้พยาธิเป็นอัมพาตภายใน 9.5 ± 0.11 นาที และตายภายใน 14.2 ± 0.08 นาที และที่ความเข้มข้น 0.5 มก./มล. (เป็นความเข้มข้นต่ำสุดที่สังเกตผลได้) สารสกัดน้ำทำให้พยาธิเป็นอัมพาตภายใน 252.5 ± 0.08 นาที และตายภายใน 314.50 ± 0.12 นาที ส่วนสารสกัดเอทานอลทำให้พยาธิเป็นอัมพาตภายใน 311.8 ± 0.15 นาที และตายภายใน 354.3 ± 0.12 นาที

การทดสอบการเสริมฤทธิ์ของยาถ่ายพยาธิมาตรฐาน albendazole โดยใช้สารสกัดขนาด 0.125 และ 0.25 มก./มล. ร่วมกับยา albendazole ขนาด 10 มก./มล. (ยา albendazole ขนาดดังกล่าวทำให้พยาธิเป็นอัมพาตภายใน 130 ± 0.15 นาที และตายภายใน 232 ± 0.05 นาที) พบว่าการให้สารสกัดน้ำขนาด 0.125 มก./มล. ร่วมกับยา albendazole ทำให้ระยะเวลาเป็นอัมพาตสั้นลงเหลือ 119.71 ± 0.12 นาที และเวลาตายสั้นลงเหลือ 224.95 ± 0.08 นาที ส่วนการให้สารสกัดเอทานอลขนาด 0.125 มก./มล. ร่วมกับยา albendazole ทำให้ระยะเวลาเป็นอัมพาตสั้นลงเหลือ 129 ± 1.00 นาที และเวลาตายสั้นลงเหลือ 253 ± 0.88 นาที ในขณะที่การให้สารสกัดน้ำขนาด 0.25 มก./มล. ร่วมกับยา albendazole ทำให้ระยะเวลาเป็นอัมพาตสั้นลงเหลือ 72.3 ± 0.31 นาที และเวลาตายสั้นลงเหลือ 151.75 ± 0.07 นาที ส่วนการให้สารสกัดเอทานอลขนาด 0.25 มก./มล. ร่วมกับยา albendazole ทำให้ระยะเวลาเป็นอัมพาตสั้นลงเหลือ 93 ± 0.57 นาที และเวลาตายสั้นลงเหลือ 167 ± 0.88 นาที

จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากเปลือกแก้วมังกรเนื้อแดงมีฤทธิ์ต้านพยาธิ และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของยาถ่ายพยาธิได้ โดยประสิทธิภาพจะขึ้นกับขนาดที่ให้ และสารสกัดน้ำออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารสกัดเอทานอล ซึ่งอาจนำไปพัฒนาเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์ที่ในการถ่ายพยาธิได้

J int res med pharm sci. 19 (3):1–8. doi: 10.56557/jirmeps/2024/v19i38812.