คำถาม : ตำรับสมุนไพรที่ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์
  • 1. ยาหอมนวโกฐ 2. เถาวัลย์เปรียง 3. ยาเบญจกูล 4. ธาตุบรรจบ 5. ยาผสมเพชรสังฆาต 6. ขมิ้นชัน 7. ฟ้าทลายโจร 8. ยาบำรุงโลหิต 9. ยาธาตุอบเชย 10. ธรณีสัณฑฆาต 11. ยาปราบชมพูทวีป 12. สหัสธารา 13. มันทธาตุ 14. ยาประสะไพล 15. มะขามป้อม 16. ชะเอมเทศ
    รายการยาทั้งหมดนี้ ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์เพราะอะไร หากมีสารใดในตัวยาแต่ละตัวที่ห้ามใช้ เช่น เจตมูลเพลิงแดง ทำไมถึงห้ามใช้ ขอความกรุณาแจ้งเหตุผลมาโดยละเอียด ขอบคุณค่ะ

  • Date : 13/2/2569 16:21:00
คำตอบ : ตำรับยาไทยและสมุนไพรที่ให้รายชื่อมาข้างต้น ส่วนใหญ่มีฤทธิ์รสร้อน ขับลม กระตุ้นการไหลเวียนเลือด หรือกระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบ ซึ่งอาจนำไปสู่การบีบตัวของมดลูก การแท้งบุตร หรือการคลอดก่อนกำหนด และเนื่อง จากยังขาดข้อมูลความปลอดภัยทางคลินิกในหญิงตั้งครรภ์ จึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มห้ามใช้หรือควรหลีกเลี่ยง

1. ยาหอมนวโกฐ
- มีสมุนไพรที่มีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนเลือด เช่น โกฐต่างๆ อาจทำให้กระทบต่อสภาวะสมดุลของครรภ์
- มีสมุนไพรที่มีรสร้อนหลายชนิด เช่น ดีปลี ขิง จะเพิ่มความร้อนในร่างกายสูงเกินไป ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสภาวะภายในครรภ์
- มีเจตมูลเพลิงแดง ซึ่งมีฤทธิ์ขับประจำเดือน ทำให้เกิดการแท้งได้
2. เถาวัลย์เปรียง
ออกฤทธิ์คล้ายยาแก้ปวดกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) อาจทำให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินอาหารได้ และอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์คือ ปวดท้อง ท้องผูก ปัสสาวะบ่อย คอแห้ง และใจสั่น
3. ยาเบญจกูล
- มีสมุนไพรที่มีรสร้อนหลายชนิด เช่น ดีปลี ขิง พริกไทย สะค้าน จะเพิ่มความร้อนในร่างกายสูงเกินไป ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสภาวะภายในครรภ์
- มีเจตมูลเพลิงแดง ซึ่งมีฤทธิ์ขับประจำเดือน ทำให้เกิดการแท้งได้
4. ธาตุบรรจบ
- มีสมุนไพรที่มีรสร้อนหลายชนิด เช่น ขิง ดีปลี อาจทำให้เกิดความร้อนในร่างกายสูงเกินไป ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสภาวะภายในครรภ์
- มีการบูรซึ่งหากใช้นานต่อเนื่อง อาจเกิดการสะสมของการบูรและเกิดพิษได้
5. ยาผสมเพชรสังฆาต
- มีรายงานในสัตว์ทดลองว่า สาร anthraquinone จากโกฐน้ำเต้า เมื่อใช้เป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่าเกิดพิษต่อไต
- มีสารแคลเซียมออกซาเลทสูง อาจทำให้เกิดนิ่วในไต หรือระคายเคืองคอ/ปากหากกินแบบสด
- อาการไม่พึงประสงค์: อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องอืด หรืออาเจียน
6. ขมิ้นชัน
- มีรายงานว่ามีฤทธิ์เป็นพิษต่อตัวอ่อน
- การใช้ในปริมาณที่มากเกินทำให้คลอดก่อนกำหนดหรือแท้งได้ เพราะมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของมดลูก
7. ฟ้าทลายโจร
มีผลทำให้แท้งได้ หรืออาจทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด
8. ยาบำรุงโลหิต
- มักมีสมุนไพรที่กระตุ้นการไหลเวียนเลือด เช่น ตังกุย โกฐต่างๆ และขับระดู เช่น คำไทย คำฝอย ซึ่งอาจทำให้เกิดการแท้งได้
- มีสมุนไพรที่มีรสร้อน เช่น ขิง ดีปลี อาจทำให้เกิดความร้อนในร่างกายสูงเกินไป ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสภาวะภายในครรภ์
9. ยาธาตุอบเชย
- มีสมุนไพรที่มีรสร้อน เช่น อบเชย อาจทำให้เกิดความร้อนในร่างกายสูงเกินไป ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสภาวะภายในครรภ์
- มีการบูรซึ่งหากใช้นานต่อเนื่อง อาจเกิดการสะสมของการบูรและเกิดพิษได้
10. ธรณีสัณฑฆาต
- เป็นตำรับยาระบายที่มีส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ระบายแรง เช่น ยาดำ ซึ่งกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ การบีบตัวที่รุนแรงนี้อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงมดลูก ทำให้เกิดการบีบตัวผิดปกติจนเสี่ยงต่อการแท้งบุตรหรือคลอดก่อนกำหนดได้
- ประกอบด้วยเครื่องยาที่มีรสร้อนหลายชนิด โดยเฉพาะพริกไทยในปริมาณสูง รสร้อนเหล่านี้อาจทำให้เกิดความร้อนในร่างกายสูงเกินไป ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสภาวะภายในครรภ์
- มีส่วนผสมของรงทองซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีพิษและทำให้ถ่ายอย่างรุนแรง โดยก่อนนำมาใช้ต้องประสะหรือฆ่าฤทธิ์ก่อน ซึ่งหากขบวนการผลิตไม่ดีพอจะเป็นอันตรายอย่างมากต่อทั้งแม่และทารกในครรภ์
11. ยาปราบชมพูทวีป
เป็นตำรับยารสร้อน มีส่วนผสมของสมุนไพรขับลมแรง อาจกระตุ้นไฟธาตุ ไม่เหมาะกับสภาวะภายในครรภ์
12. สหัสธารา
- เป็นตำรับยารสร้อน มีพริกไทยในปริมาณสูง อาจทำให้เกิดความร้อนในร่างกายสูงเกินไป ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสภาวะภายในครรภ์ เกิดอาการไม่พึงประสงค์ คือ ร้อนท้อง แสบท้อง คลื่นไส้ คอแห้ง ผื่นคัน
- มีเจตมูลเพลิงแดง ซึ่งมีฤทธิ์ขับประจำเดือน ทำให้เกิดการแท้งได้
- หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเกิดการสะสมของการบูรและเกิดพิษได้
13. มันทธาตุ
ประกอบด้วยสมุนไพรรสร้อนหลายชนิด เช่น ขิง พริกไทย ดีปลี มีฤทธิ์กระตุ้นไฟธาตุ อาจทำให้ธาตุไฟกำเริบได้ และหากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเกิดการสะสมของการบูรที่เป็นส่วนประกอบในตำรับและเกิดพิษได้
14. ยาประสะไพล
มีไพลเป็นตัวยาหลัก ซึ่งมีฤทธิ์ขับระดูและขับน้ำคาวปลา
15. มะขามป้อม
ยังไม่พบรายงานการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ที่ระบุผลกระทบของมะขามป้อมต่อหญิงตั้งครรภ์และทารก อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาสแรก (1-3 เดือนแรก) ควรเลี่ยงการทานสมุนไพรในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นหรืออาหารเสริมทุกชนิดที่ไม่มีการรับรองสำหรับหญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะ และเนื่องจากมะขามป้อมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ควรระวังการใช้ในผู้ที่มักท้องเสียง่าย
16. ชะเอมเทศ
งานวิจัยทางคลินิกพบว่า การรับประทานชะเอมเทศ (สารglycyrrhizin) ในปริมาณสูง (≥500 mg/สัปดาห์) ระหว่างตั้งครรภ์มีผลเพิ่มความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนด (<37 สัปดาห์) มากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่รับประทานน้อยกว่าหรือไม่ได้รับประทาน และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นถึง 3.07 เท่า สำหรับคลอดก่อนกำหนดแบบรุนแรง (<34 สัปดาห์) (1) มีรายงานว่าแม่ที่รับประทานชะเอมเทศในปริมาณสูงขณะตั้งครรภ์ ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของลูกในระยะยาว ทั้งด้านร่างกาย สมอง และจิตใจ โดยเด็กจะตัวสูงกว่า หนักกว่า และมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูงกว่าเด็กทั่วไป จะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นเร็วกว่าปกติ เมื่อเทียบกับเด็กที่แม่ไม่ค่อยรับประทานชะเอมเทศ นอกจากนี้ระดับสติปัญญา (IQ) จะต่ำกว่า ความจำแย่กว่า และเสี่ยงเป็นโรคสมาธิสั้น (attention-deficit/hyperactivity disorder, ADHD) สูงกว่าเด็กปกติถึง 3.3 เท่า (2) นอกจากนี้ยังมีรายงานวิจัยพบว่า สาร glycyrrhizin มีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ระดับของโซเดียมในเลือดสูงขึ้น ขณะที่ระดับของโปแตสเซียมลดลง ซึ่งควรระมัดระวังในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือมีภาวะโปแทสเซียมต่ำ (3)

อ้างอิง :
- บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566
- ถาม-ตอบเก่าของศูนย์ฯ
(1).Strandberg TE, et al. Preterm birth and licorice consumption during pregnancy. Am J Epidemiol. 2001;156(9):803-5. doi:10.1093/aje/kwf130.
(2). Räikkönen K, Martikainen S, Pesonen AK, et al. Maternal licorice consumption during pregnancy and pubertal, cognitive, and psychiatric outcomes in children. Am J Epidemiol. 2017;185(5):317-28. doi:10.1093/aje/kww172.
(3). Ruszymah BHI, Nabishah BM, Aminuddin S, Khalid BAK. Effects of glycyrrhizic acid on right atrial pressure and pulmonary vasculature in rats. Clin Exper Hypertension. 1995;7(3):575-91.