หอมหัวใหญ่

ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium
cepa L. cv. group common onion
วงศ์ Alliaceae
ชื่อพ้อง A. cepa L.
var. typicum Baker
ชื่ออื่นๆ หอมฝรั่ง
หอมใหญ่ Beltsville bunching onion, Dry bulb onion, Egyptian onion,
Multiplier onion, Potato onion, Top onion, Tree onion
สารออกฤทธิ์ allisatin
(1), thiosulfinates และ cepaenes (2)
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับแก้ไอ
ฤทธิ์ลดการอักเสบ
ป้อนหัวหอมใหญ่ขนาดต่างๆ
ให้กับผู้ใหญ่ พบว่ามีฤทธิ์ลดการอักเสบ (3) แต่การให้สารสกัดเอทานอล (80%)
จากหัวหอมแห้ง ขนาด 100 มก./กก. ทางกระเพาะอาหารหนูขาวเพศผู้ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วย
carrageenan พบว่าไม่มีฤทธิ์ (4) มีการทดสอบ allisatin
จากน้ำสกัดของหอมหัวใหญ่กับการลดการอักเสบในโรคข้ออักเสบที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย
formalin และฤทธิ์ต้านการเกิด granuloma pouch ในหนูขาว โดยทำการศึกษาเปรียบเทียบกับ betamethasone ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม steroid
พบว่า allisatin มีฤทธิ์ลดอาการบวมและการตายของเนื้อเยื่อที่เท้าที่เกิดจากการฉีด
formalin แต่ไม่มีผลต่อปริมาณ exudate จาก
granuloma pouch นอกจากนี้ allisatin ไม่มีผลต่อ
adrenal glands และไม่มีผลต่อการเกิด gastric ulcer และภาวะ hemorrhage แต่ allisatin ทำให้หนูขาวตาย คิดเป็น 8.3% (1) การศึกษา thiosulfi-nates
9 ชนิด และ cepaenes 4 ชนิด
ที่แยกได้จากหอมหัวใหญ่และการสังเคราะห์ พบว่าสารสำคัญดังกล่าว มีฤทธิ์ยับยั้งทั้ง
cyclooxygenase และ 5-lipoxygenase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ก่อให้เกิดสารเคมีชนิดต่างๆในกระบวนการอักเสบ
แบบ dose-dependent (2) และการศึกษา thiosulfinates แบบ in vivo พบว่า สารสำคัญนี้มีฤทธิ์ยับยั้งปฏิกิริยาในหลอดลมของหนูตะเภาที่ได้รับสารกระตุ้นการแพ้
และสามารถยับยั้ง PAF (platelet activating factor) ได้ดีอีกด้วย
(5, 6) นอกจากนี้ยังพบว่า ฤทธิ์ลดการอักเสบขึ้นอยู่กับกลุ่ม thiosulfinate
อีกด้วย (5) สารสำคัญ thiosulfinate มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการต่างๆ ของการอักเสบ เช่น ยับยั้งการหลั่ง histamine
ยับยั้งการเกิด chemotaxis ของ LTC4
และ LTB4 ยับยั้งการสร้าง thromboxane
เป็นต้น (6) มีการทดลองฉีดสารสกัดเอทานอล (95%)
จากหัวหอมขนาด 50 มก./กก.
เข้าทางช่องท้องหนูตะเภาพบว่า สารสกัดดังกล่าวมีผลต้านฤทธิ์ของฮีสตามีน
และเมื่อเปลี่ยนมาทดลองป้อนสารสกัดนี้ในขนาด 200 มก./กก.ให้กับสัตว์ทดลองดังกล่าวพบว่า
มีฤทธิ์เช่นเดียวกัน (7) การทดสอบสารสกัดเอทานอล (75%)
จาก fixed oil (ไม่ทราบขนาดความเข้มข้น)
กับ basophils ของมนุษย์พบว่า
สารสกัดนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งฮีสตามีน (8) จากการทดลองใช้สารสกัดเอทานอล
(95%) ทาภายนอก (ไม่ทราบขนาดที่ใช้)
ให้กับผู้ใหญ่พบว่า สารสกัดนี้มีฤทธิ์ต้านการแพ้ (9) หรือการทดสอบน้ำสกัดจากหัวหอมสดความเข้มข้น 100 มคก./มล. กับ leuk-RBL 2H3 cell พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ต้านการแพ้เช่นกัน
(10)
1.
การทดสอบความเป็นพิษ
การทดสอบความเป็นพิษของสารมีสีที่สกัดได้จากหอมหัวใหญ่
(OC) ในหนูถีบจักรทั้ง 2 เพศ การทดสอบพิษเฉียบพลัน
(acute toxic) โดยการผสมสารนี้ลงใน corn oil แล้วให้ทางสายยางแก่สัตว์ทดลองในขนาด
2,500, 5,000, 7,500 และ 10,000 มก./กก. เป็นเวลา
14 วัน พบว่าหนูถีบจักรเพศเมีย 6 ตัวจาก 12 ตัว ที่ได้รับสารนี้ในขนาด 10,000
มก./กก. และหนูถีบจักรเพศเมีย
3 ตัวจาก 11 ตัว ที่ได้รับสารนี้ขนาด 7,500
มก./กก. ตายก่อนที่จะเสร็จการทดลอง
ซึ่งแสดงว่าขนาดของสารนี้ที่สัตว์ทดลองทนได้อยู่ระหว่าง 7,500-5,000 มก./กก. การทดสอบพิษกึ่งเฉียบพลัน
(subacute toxic) โดยทำการทดสอบในหนูถีบจักรทั้ง 2 เพศ จำนวน 123 ตัว โดยการให้อาหารที่ผสมด้วย OC
ในความเข้มข้นต่างๆ กัน คือ 5, 2.5, 1.25, 0.6 และ 0.3% เป็นเวลา 90 วัน
พบว่าหนูถีบจักรทั้งหมดสามารถทน OC ได้ดีทุกขนาด
ทำการศึกษาดูระดับเซลล์พบว่าเกิด hyperplasia ที่ esophagus,
forestomach, pancrease, cervix, endometrium ทั้งในกลุ่มที่ได้รับ OC
และกลุ่มควบคุม อย่างไรก็ดี
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับขนาดของ OC นอกจากนี้ยังพบว่าเฉพาะกลุ่มที่ได้รับ
OC เท่านั้นที่สัตว์ทดลองเกิด spontaneous ovarian
teratoma จากหลักฐานเป็นการแสดงว่า OC ไม่ก่อให้เกิดพิษเฉียบพลันและพิษกึ่งเฉียบพลัน
(11) มีการศึกษาพิษต่อปอดและตับของหอมหัวใหญ่ในหนูขาว
โดยการป้อนหรือฉีดสารสกัดจากหอมหัวใหญ่ขนาด 50 มก./กก. พบว่าสารสกัดขนาดต่ำนี้มีผลต่อเนื้อเยื่อตับและปอดเล็กน้อย
เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่เมื่อให้สารสกัดนี้ในขนาดสูงคือ 500 มก./กก. พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อดังกล่าว
และการฉีดสารสกัดขนาดสูงนี้เข้าทางช่องท้อง
มีผลทำให้เกิดพิษต่อเนื้อเยื่อตับและปอดได้มากกว่าการป้อน
นอกจากนี้การฉีดสารสกัดขนาดสูงนี้ยังทำให้สัตว์ทดลองตาย 25% ดังนั้นการใช้สารสกัดหอมหัวใหญ่ในขนาดต่ำ (50 มก./กก.) ไม่ก่อให้เกิดพิษ (12) การทดสอบสารประกอบ
organosulfur 4 ชนิดคือ isothiocyanic acid iso-Bu
ester (IAIE), di-Pr trisulfide (DPT), allyl mercaptan (AM) และ di-Me
trisulfide ที่แยกได้จากกระเทียมและหอมหัวใหญ่
เพื่อศึกษาผลต่อตับหลังจากเหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งตับในหนูขาวเพศผู้ F344 ด้วย diethylnitrosamine (DEN) จากผลการทดสอบพบว่า IAIE,
DPT และ AM มีส่วนช่วยเพิ่มผลของ DEN ในขณะที่ di-Me trisulfide มีแนวโน้มเพิ่มการเกิดมะเร็งตับ
ดังนั้นจากการศึกษาสรุปได้ว่า IAIE, DPT และ AM มีผลเพิ่มฤทธิ์การก่อให้เกิดมะเร็งตับของสารเหนี่ยวนำ
โดยกลไกเกิดจากการเพิ่มการแบ่งเซลล์และเพิ่ม polyamine biosynthesis ดังนั้นจะต้องมีการพิจารณาถึงผลเสียของการรับประทานหอมหัวใหญ่ในผู้ป่วยมะเร็งด้วย
(13) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาถึงพิษของหอมหัวใหญ่ต่อระบบเลือดดังนี้
เมื่อฉีดสารสกัดอีเทอร์จากหัวหอมแห้ง (ไม่ทราบขนาด) เข้าทางช่องท้องหนูตะเภา พบว่าไม่มีพิษต่อเลือด (14) การทดลองฉีดสารสกัดเอทานอล (95%) จากหอมหัวใหญ่เข้าทางช่องท้อง
(ไม่ทราบขนาด) หรือการป้อนสารสกัดดังกล่าวให้กับหนูขาว
พบว่าไม่มีผลเช่นกัน (7) แต่อีกการทดลองหนึ่งฉีดสารสกัดเอทานอล
(95%) จากหัวหอมแห้งเข้าทางช่องท้องหนูตะเภา (ไม่ทราบขนาด) พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ทำให้สัตว์ทดลองเกิดโลหิตจาง
(anemia) (14) มีการทดลองผสมสารสกัด butanol จากหัวหอมสดให้กับสุนัข (ไม่ทราบขนาด) (15) พบว่าสารสกัดดังกล่าวมีพิษต่อระบบเลือดของสัตว์ทดลอง
และเมื่อทดลองให้ผู้ใหญ่ทั้งเพศหญิงและชาย ดมสารสกัดนี้จากหัวหอมแห้ง
พบว่ามีพิษต่อระบบเลือดของคน (16) เมื่อฉีดน้ำสกัดจากหัวหอมแห้งเข้าทางช่องท้องหนูตะเภา
(ไม่ทราบขนาด) พบว่าไม่มีพิษ (14)
หรือการฉีดน้ำสกัดจากหัวหอมสดขนาด 500 มก./กก. เข้าทางกระเพาะอาหารหนูขาวเพศเมียพบว่า
ไม่มีพิษเช่นเดียวกัน (12) แต่ถ้าฉีดสารสกัดนี้เข้าทางช่องท้องหนูขาวเพศเมีย
พบว่ามีพิษ (12) มีการทดลองให้น้ำคั้นจากหัวหอมสดทางกระเพาะอาหารขนาด
15 ก./กก. กับสุนัข
เป็นเวลา 6 วัน พบว่าทำให้สัตว์ทดลองเกิด anemia โดยวัดผลการศึกษาจาก A.RBC.
(million), hemoglobin และ A.WBC (17) มีการทดลองป้อนหอมหัวใหญ่ทั้งดิบและสุกหรือสารสกัดต่างๆ
ของหอมหัวใหญ่กับหนูขาวและหนูตะเภาพบว่า สัตว์ทดลองทั้ง 2 ชนิดมีจำนวน
RBC ลดลง โดยลดลงเป็นสัดส่วนกับปริมาณหัวหอมที่ให้
และเมื่อให้หอมหัวใหญ่ปริมาณมากแก่หนูตะเภาพบว่า สัตว์ทดลองมีปริมาณ RBC ลดลงจาก 5 ล้านเซลล์เป็น 3.5 ล้านเซลล์และตายภายใน
23 วันของการทดลอง ส่วนระดับของเม็ดเลือดขาวจะแตกต่างกันไป (18)
และเมื่อให้หอมหัวใหญ่ขนาด 200 ก./วัน เป็นเวลา 11-53 วัน แก่ไก่ White leghorn
พบว่าน้ำหนักไก่ลดลง 7-10%, hemoglobin ลดลง 5-12%
ในวันที่ 11 ของการทดลองและลดลงถึง 58%
ในวันที่ 53 เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็กลง การใช้ oxygen
ลดลง 24-72% แต่เม็ดเลือดแดงยังคงมี resistance
ต่อโซเดียมคลอไรด์ไม่เปลี่ยนแปลง (19) มีการทดลองแยกสารสำคัญได้จากน้ำต้มหอมหัวใหญ่
ซึ่งเป็นสารในกลุ่ม sulfur พบว่ามีคุณสมบัติเป็น Heinz
body hemolytic factor (20) ซึ่ง Heinz body คือ
การรวมตัวของ hemoglobin ที่ถูก denature และตกตะกอนลงในเม็ดเลือดแดง ซึ่งภาวะ Heinz body hemolytic anemia เป็นภาวะที่เกิด oxidation และ denaturation ของ hemoglobin มีการทดลองเลี้ยงแกะกลุ่มหนึ่งด้วยหอมหัวใหญ่
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งได้รับหอมหัวใหญ่ผสมกับอาหาร
โดยมีแกะกลุ่มที่ไม่ได้รับหอมหัวใหญ่เลยเป็นกลุ่มควบคุมพบว่า
สัตว์ทดลองกลุ่มที่ได้รับหอมหัวใหญ่เกิดโลหิตจางภายใน 3 สัปดาห์ของการทดลอง
ในขณะที่ไม่พบอาการดังกล่าวในกลุ่มควบคุม
สัตว์ทดลองทุกตัวมีลักษณะทางคลินิกปกติดีทุกตัว เมื่อทำการทดลองครบ 130 วัน พบว่า erythrocyte system กลับเข้าสู่สภาพปกติก่อนหยุดการทดลอง
และไม่พบว่าจำนวนลูกแกะที่เกิดจากแม่ที่ได้รับหอมหัวใหญ่มีความแตกต่างจากจำนวนลูกแกะที่เกิดจากแม่ในกลุ่มควบคุม
(21) มีการทดลองให้หอมหัวใหญ่ 1,000 กก./วัน แก่วัว 85 ตัวพบว่า เมื่อครบ 5 วัน สัตว์ทดลองได้รับพิษจากหอมหัวใหญ่ 22 ตัวและมีสัตว์ทดลองตาย
1 ตัว เมื่อหยุดให้หอมหัวใหญ่ 5 วัน
ก็ยังพบพิษเกิดขึ้นอีกในสัตว์ทดลอง พิษจากหอมหัวใหญ่ที่พบได้แก่
สัตว์ทดลองมีความอยากอาหารลดลง หัวใจเต้นเร็ว เดินโซเซและล้มลง
มีอาการดีซ่านแสดงออกที่เยื่อบุตาขาว มี hemoglobin ในปัสสาวะ
นอกจากนี้ยังพบโรคโลหิตจาง โดยพบ Heinz body ในเม็ดเลือดแดงและเกิดการเพิ่มขึ้นของเม็ดเลือดขาว
(22) การทดลองเลี้ยงวัว 36 ตัวโดยแบ่งเป็น
6 กลุ่มแต่ละกลุ่มจะได้รับอาหารที่ผสมหอมหัวใหญ่ขนาดต่างๆกันดังนี้
คือ 0, 5, 10, 15, 20 และ 25% ของน้ำหนักอาหารแห้ง
เป็นเวลา 119 วัน
โดยทำการศึกษาเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับข้าว barley เป็นอาหารเพียงอย่างเดียว
พบว่าสัตว์ทดลองทั้งหมดไม่มีความแตกต่างทางสถิติ ในระหว่าง 28 วันแรกของการศึกษา
พบว่าสัตว์ทดลองที่อยู่ในกลุ่มที่ได้รับหอมหัวใหญ่ทุกตัวมีจำนวนเม็ดเลือดแดง hemoglobin
concentration, PCV (Packed cell volume) ลดลง
แต่ไม่พบอาการทางคลินิกของโรคโลหิตจาง และเมื่อสิ้นสุดการทดลองก็พบว่าจำนวนเม็ดเลือดแดง
hemoglobin concentration และ PCV กลับสู่ระดับปกติภายใน
30 วัน นอกจากนี้ยังพบ Heinz bodies ใน
erythrocyte ของสัตว์ทดลองทุกตัวที่ได้รับหอมหัวใหญ่
และจำนวนของ Heinz body เป็นสัดส่วนกับปริมาณหอมหัวใหญ่ที่สัตว์ทดลองได้รับ
(23) การศึกษาพิษของหอมหัวใหญ่แบบสุ่ม
โดยให้สัตว์ทดลองได้รับอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนี้ อาหารที่ประกอบด้วย 1) เมล็ดข้าวฟ่าง 50% 2) เมล็ดข้าวฟ่าง 33%:หอมหัวใหญ่ 17% 3) เมล็ดข้าวฟ่าง 17%:หอมหัวใหญ่ 33% 4) หอมหัวใหญ่ 50% ส่วนที่เหลือของอาหารเป็น pelleted alfafa ทำการทดลองเป็นเวลา
6 สัปดาห์
พบว่าน้ำหนักที่เพิ่มในระหว่างทำการทดลองไม่แตกต่างกัน PCV มีแนวโน้มลดลงในกลุ่มที่ได้รับ
33% และ 50% ของหอมหัวใหญ่
ในระหว่างสัปดาห์ที่ 1 และ 2
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของ particulate passage ในกลุ่มที่ได้รับหอมหัวใหญ่
แต่มีสัตว์ทดลองกินน้ำน้อยลง จากการศึกษาข้างต้นแสดงว่า
สามารถใช้หอมหัวใหญ่เลี้ยงแกะได้อย่างปลอดภัย (24)
2.
พิษต่อเซลล์
การทดสอบสารสกัดเอทานอลจากหอมหัวใหญ่แห้ง
(ไม่ทราบความเข้มข้น) กับเซลล์ CA-A549,
CA-Mammary-MCF-7, Human Colon Cancer Cell Line HT29 ในจานเพาะเชื้อ
พบว่าสารสกัดนี้ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ดังกล่าว (25) เมื่อทดสอบสารสกัดเมทานอลจากรากสดของหอมหัวใหญ่ความเข้มข้น
200 มคก./มล. กับ
macrophage cell line raw 264.7 พบว่าไม่มีฤทธิ์ (26)
และการทดสอบน้ำสกัดจากใบสด (ไม่ทราบขนาด)
กับ Ustilago nuda ซึ่งเป็นราชนิดหนึ่ง
ในจานเพาะเชื้อ พบว่าไม่เป็นพิษต่อเซลล์เช่นกัน (27) แต่เมื่อทดสอบน้ำคั้นจากหอมหัวใหญ่
ความเข้มข้น 25% กับเซลล์ CA-Hamster-HCPC-1 พบว่า น้ำคั้นนี้เป็นพิษต่อเซลล์ (28)
3.
พิษต่อระบบสืบพันธุ์
เมื่อทดลองป้อนสารสกัดเอทานอล
(50%) จากเมล็ดของหอมหัวใหญ่ ขนาด 200 มก./กก. ให้กับหนูขาวเพศเมีย
พบว่าสารสกัดนี้ไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน (29) การทดลองให้สารสกัดเอทานอลจากเมล็ดแห้งขนาด
200 มก./กก. ทางกระเพาะอาหารของหนูขาวเพศเมีย
พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน (30) และเมื่อฉีดสารสกัด
(ไม่ทราบชนิดและขนาด) จากเมล็ดแห้งทางช่องท้องหนูขาวเพศเมีย
พบว่าไม่มีฤทธิ์ต้านการฝังตัวของตัวอ่อนเช่นกัน (31) การทดลองป้อนสารสกัดเอทานอล
(50%) จากเมล็ดขนาด 200 มก./กก. กับหนูขาวท้อง (29) หรือการทดลองให้สารสกัดเอทานอล
(100%) จากเมล็ดแห้ง ขนาด 200 มก./กก. ทางกระเพาะอาหารหนูขาวที่ท้อง (30) พบว่า การทดลองทั้งสองแบบไม่มีผลทำให้สัตว์ทดลองแท้ง
นอกจากนี้การทดลองผสมน้ำต้มจากหอมหัวใหญ่ในน้ำดื่มที่ให้กับหนูถีบจักรที่กำลังท้องโดยให้ในความเข้มข้น
20% พบว่าผลการทดลองไม่ชัดเจน
และเมื่อเปลี่ยนมาทดลองฉีดน้ำต้มจากหัวหอมแห้งนี้ให้กับหนูถีบจักรที่กำลังท้อง โดยใช้ขนาดแตกต่างกัน
พบว่าผลการทดลองไม่ชัดเจนเช่นเดียวกัน (32) มีการศึกษาผลของสารสกัดจากพืชชนิดต่างๆ
ต่อสเปิร์มของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพบว่า หอมหัวใหญ่มีฤทธิ์แรงต่อสเปิร์ม
และการสร้างสเปิร์ม (33) แต่การทดลองให้หนูขาวเพศผู้ดมน้ำมันหอมระเหยจากหอมหัวใหญ่ที่เข้มข้นพบว่า
ส่วนของพืชดังกล่าวไม่มีผลต่อสเปิร์มของสัตว์ทดลอง และการทดสอบน้ำมันหอมระเหย (ไม่ทราบขนาดและวิธีการให้) กับหนูขาวเพศผู้
และหนูตะเภาเพศผู้กลับพบว่าน้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ฆ่าสเปิร์ม (34)
4.
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์
การทดสอบสารสกัดจากส่วนเหนือดินกับ
Salmonella
typhimurium
TA98 ในจานเพาะเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ (35) เมื่อทดสอบสารสกัดเอทานอลจากหัวหอมสด
(ไม่ทราบความเข้มข้น) กับ S.
typhimurium TA1530 (25) และการทดสอบสารสกัดเอทานอล (95%)
จากหัวหอมแห้ง ความเข้มข้น 10 มก./จานเพาะเชื้อ กับ S. typhimurium TA102 ในจานเพาะเชื้อ
(36) พบว่าไม่มีฤทธิ์เหนี่ยวนำการก่อกลายพันธุ์ทั้ง 2
แบบ มีการทดสอบน้ำสกัดหัวหอมสด (ไม่ทราบความเข้มข้น)
กับ S. typhimurium TA100 (37) และการทดสอบสารสกัดนี้ที่ความเข้มข้น
100 มก./จานเพาะเชื้อกับ Cells-Pig-Kidney-LLC
PK1 และ cells-trophoblastic-placenta (38) พบว่าน้ำสกัดจากหัวหอมไม่มีฤทธิ์ดังกล่าว
การทดสอบน้ำคั้นจากหัวหอมสดความเข้มข้น 1.2 มก./จานเพาะเชื้อกับ S. typhimurium TA1535 พบว่ามีฤทธิ์
แต่การทดสอบกับ S. typhimurium TA98 พบว่าไม่มีฤทธิ์
เมื่อใช้น้ำคั้นจากหัวหอมสด ความเข้มข้น 2.4 มก./จานเพาะเชื้อกับ S. typhimurium TA1537 และ TA1538
พบว่ามีฤทธิ์ (39) การทดสอบสารสกัดคลอโรฟอร์มกับ
เมทานอล (2:1) จากหัวหอมใหญ่ ความเข้มข้น 100 มก./จานเพาะเชื้อกับ S. typhimurium
TA100 และ TA98 พบว่าไม่มีฤทธิ์ (38) มีการศึกษาเครื่องดื่มและผัก ผลไม้หลายชนิด เกี่ยวกับฤทธิ์เหนี่ยวนำการก่อกลายพันธุ์ใน
Salmonella โดยทำการศึกษาใน microsome plate พบว่าหอมหัวใหญ่มีฤทธิ์แรงในการเหนี่ยวนำการก่อกลายพันธุ์ (40) ซึ่งเชื่อว่าสารที่ทำให้หอมหัวใหญ่มีฤทธิ์ดังกล่าวคือ quercetin
(40, 41)
จากหลักฐานการวิจัยแสดงว่า
หัวหอมมีฤทธิ์ลดการอักเสบและต้านการแพ้ จึงเป็นไปได้ที่ช่วยบรรเทาอาการไอได้
แต่ยังขาดการทดลองทางคลินิกในเรื่องขนาดที่เหมาะสม ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม
จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติม
เอกสารอ้างอิง
1. Prasad DN, Bhattacharya SK, Das PK. A study of antiinflammatory activity of some indigenous drugs in albino rats. Indian J Med Res 1966;54(6):582-90.
2. Wagner H, Dorsch W, Bayer T, Brea W, Willer F. Antiasthmatic effects of onions:
inhibition of 5-lipoxygenase and cyclooxygenase in vitro by thiosulfinates
and cepaenes. Prostaglandins
Leukot Essent Fatty Acids 1990;39(1):59-62.
3. Dabral PK, Sharma RK.
Evaluation of the role of rumalaya and geriforte in chronic arthritis-a
preliminary study. Probe
1983;22(2):120-7.
4. Mascolo N, Autore G, Capasso F, Menghini A, Fasulo MP. Biological screening of Italian
medicinal plants for anti-inflammatory activity. Phytother Res 1987;1(1):28-31.
5. Dorach W, Wagner H, Bayer T, et al. Anti-asthmatic effects of onions. Alk(en)ylsulfinothioic
acid alk(en)-esters inhibit histamine release, leukotriene and thromboxane
biosynthesis in vitro and counteract PAF and allergen-induced bronchial
obstruction in vivo.
Biochem Pharmacol 1988;37(23):4479-86.
6. Dorsch W, Wagner H, Bayer T.
Antiasthmatic effects of onion extracts: pharmacological properties of
thiosulfinates. Allergologie
1989;12(9):388-96.
7. Sharma KC, Shanmugasundram SSK. Allium cepa as an antiasthmatic. Rrl Jammu Newsletter 1979;6(2):8.
8. Lichtenstin LM, Pickett WC.
Treatment of allergies and inflammatory conditions. Patent: Eur Pat Appl 153,881,
1985:21pp.
9. Dorsch W, Wagner H.
New antiasthmatic drugs from traditional medicine. Int Arch Allergy Appl Immunol
1991;94(1/2):262-5.
10. Tanaka Y, Kataoka M, Konishi Y, Nishmune T, Takagaki Y. Effects of vegetable foods on b-hexosaminidase release from rat basophilic leukemia cells
(RBL-2H3). Jap J Toxicol Environ
Health 1992;38(5):418-24.
11. Toshihiro K, Takuji Tanaka, Hideki M, Yoshiaki K, Mikio N. Acute and subacute toxicity tests of
onion coat, natural colorant extracted from onion (Allium cepa L.) in
(C57BL/6 x C3H) Fi mice.
J Toxicol Environ Health 1993;38(1):89-101.
12. Thomson M, Alnaqeeb MA, Bordia T, Al-Hassan JM, Afzal M, Ali
M. Effects of aqueous extract of
onion on the liver and lung of rats.
J
Ethnopharmacol 1998;61: 91-9.
13. Nobuyasu T, Mitsuaki K, Tianxin C, Yoshihisa Y, Shuzo O, Shoji
F. Enhancing effects of
organosulfur compounds from garlic and onions on hepatocarcinogenesis in
rats:ornithine decarboxylase activity.
JPN J Cancer Res 1994;85(11):1067-72.
14. Malori L, Squeri L.
Guinea-pig blood behavior after administration of various extract
fractions from Allium cepa.
Atti Soc Peloritana Sci Fis Mat Nat 1955;2:233-5.
15. Stallbaumer M. Onion
poisoning in a dog. Vet Rec 1981;108:523-4.
16. Anibarro B, Fontela JL, De La Hoz F. Occupational asthma induced by garlic dust. J Allergy Clin Immunol
1997;100(6):7348.
17. Gruhzit Om, Lindsay D.
Anemia of dogs produced by feeding of the whole onions and of onion
fractions. Amer J Med Sci
1931;181:812-5.
18. Majori L, Squeri L.
Hematological modifications in the guinea pig and albino rat produced by
ingestion of Allium cepa.
Boll Soc Ital Biol Sper 1954;30:791-2.
19. Baldissera Nordio C.
Variations in resistance of red cells and oxygen consumption in anemia
caused by onions. Boll Soc Ital
Biol Sper 1952;28:1703-4.
20. Osamu Y, Teruhiko Y, Akitami I, Yoshimitsu M. Novel Heinz body hemolysis factors in
onion (Allium cepa). Biosci
Biotechnol Biochem 1994;58(1):221-2.
21. Kirk JH, Bulgin MS.
Effect of fedding cull domestic onions (Allium cepa) to
sheep. Am J Vet Res
1979;40(3):397-9.
22. Verhoeff J, Hajer R.
Onion poisoning of young cattle.
Vet Rec 1985;117(19):497-8.
23. Lincoln SD, Howell ME, Combs JJ, Hinman DD. Hematologic effects and feeding performance
in cattle fed cull domestic onions (Allium cepa). J Amer Vet Med Ass
1992;200(8):1090-4.
24. Frederickson EL, Estell RE.
Potential toxicity and feed value of onions for sheep. Livestock Production Science
1995;42(1):45-54.
25. Alkofahi A, Batshoun R, Owais W, Najib N. Biological activity of some Jordanian
medicinal plant extracts. Part II.
Fitoterapia 1997;68(2):1673-82.
26. Kim OK, Murakami A, Nakamura Y, Ohigashi H. Screening of edible Japanese plants for
nitric oxide generation inhibitory activities in raw 264.7 cells. Cancer Lett 1998;125(1/2):199-207.
27. Singh KV, Pathak RK.
Effect of leaves extracts of some higher plants on spore germination of Ustilago
maydes and U.nuda.
Fitoterapia 1984;55(5):318-20.
28. Niukian K, Schwartz J, Shklar G. In vitro inhibitory effect of onion extract on
hamster buccal pouch carcinogenesis.
Nutr cancer 1987;10(3):137-44.
29. Prakash AO, Mathur R.
Screening of Indian plants for antifertility activity. Indian J Exp Biol 1976;14:623-6.
30. Runnebaum B, Rabe T, Kiesel L, Prakash AO. Biological evaluation of some medicinal
plant extracts for contraceptive efficacy in females. Future Aspects In
Contraception. Part 2. Female contraception. Boston:MTP Press, Ltd,
1984:115-28.
31. Kamboj VP. A review
of Indian medicinal plants with intraceptive activity. Indian J Med Res 1988;4:336-55.
32. Younis SA, Hagop EG.
Preliminary studies on the red onion scaly leaves: abortive action and
effects on serum enzymes in mice.
Fitoterapia 1988;59(1):21-4.
33. Tokin IB, Dmitrenko EV.
Resistance of mammalian (animal) and human spermatozoa to antimicrobial
substances from higher plants.
Fitontsidy, Ikh Rol Prir Izbr Dokl 2-Go Soveshch Probl Fitont
1956:190-4.
34. Tokin IB. The effect
of phytonocides on spermatozoa and spermatogenesis in mammals. Dokl Akad Nauk
Sssr 1953;93:567-8.
35. Juergen SH, Waltraud H.
Flavonols-mutagens in our daily nutrition. Dtsch Lebensm Rundsch 1984;80(3):85-7.
36. Mahmoud I, Alkofahi A, Abdelaziz A. Mutagenic and toxic activities of several spices and some
Jordanian medicinal plants. Int J
Pharmacog 1992;30(2):81-5.
37. Shinohara K, Kuroki S, Miwa M, Kong ZL, Hosoda H. Antimutagenicity of dialyzates of
vegetables and fruits. Agr Biol
Chem 1988;52(6):1369-75.
38.
Rockwell P, Raw I. A mutagenic screening of various herbs,
spices, and food additives. Nutr
Cancer 1979;1:10-5.
39.
Sivaswamy SN, Balachandran B, Balanehru S,
Sivaramakrishnan VM. Mutagenic
activity of south Indian food items.
Indian J Exp Biol 1991;29(8):730-7.
40.
Stoltz DR, Stavric B, Klassen R, Muise
T. The health significance of
mutagens in foods. Carcinog
Mutagens Environ 1982;1:185-97.
41.
Stavric B, Klassen R, Stoltz DR. Natural toxins in foods: mutagens. Period Biol 1984;86(2):165-72.