ชื่อวิทยาศาสตร์ : Abrus precatorius
Linn.
วงศ์: Fabaceae / Leguminosae
ชื่ออื่นๆ : กล่ำเครือ กล่ำตาไก่ มะกล่ำเครือ
มะแค็ก ไม้ไฟ มะกล่ำแดง เกมกรอม ชะเอมเทศ ตากล่ำ มะขามเถา (2) Rosary
Pea, Crabs eye, Precatory bean, Jequirity bean, American pea, Wild
licorice
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้เลื้อย กิ่งย่อยมีใบเล็กๆ
หลายใบเรียงกันเป็นรูปคล้ายขนนก ดอกเหมือนดอกถั่ว สีม่วงแดงหรือขาว
ผลเป็นฝักแบนยาวขนาด 1-11/2 นิ้ว ฝักอ่อนมีสีเขียว จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่
ภายในฝักมีเมล็ด 4-8 เมล็ด มักพบในเขตอากาศร้อน (1)
เด็กๆ
ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อเห็นพืชที่มีสีสวยๆ มักชอบใจและหยิบเอามาเล่น
มาลองทาน โดยไม่ทราบว่าพืชที่ทานนั้นเป็นอันตรายหรือไม่ โดยเฉพาะเมล็ดของต้นมะกล่ำตาหนูนี้
มีสีสรรสวยงาม น่ารัก แม้ผู้ใหญ่บางคนที่เห็น ก็อาจหยิบจับมาเล่น ลักษณะเมล็ดมีรูปกลมรีเหมือนไข่
สีแดงสด และที่ปลายขั้วเมล็ดมีจุดสีดำ เปลือกเป็นมันลื่น เมล็ดแก่จะแข็งกว่าเมล็ดอ่อน
เด็กบางคนเก็บมาเล่น ทำเป็นเครื่องประดับ โดยเจาะเมล็ดให้เป็นรูแล้วร้อยเชือกทำเป็นสร้อยคอ
ตัวอย่างผู้ป่วย
เมล็ดมะกล่ำตาหนูมีความเป็นพิษทำให้
ทำให้เสียชีวิตได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่โดยเฉพาะเมล็ดที่ยังไม่แก่และมีเปลือกหุ้มอ่อนเพราะเปลือกหุ้มจะถูกทำ
ให้แตกออกได้ง่ายใน ทางเดินอาหารมีรายงานการได้รับพิษของผู้ป่วยหลายราย
เช่น
เด็ก
2 คนเคี้ยวเมล็ดมะกล่ำตาหนูแล้วเกิดพิษ มีอาการชัก ผิวหนังแดงเพราะเลือดสูบฉีด
( flushing of skin) รูม่านตาขยายกว้างมาก และประสาทหลอน รักษาโดยให้ยา
neostigmine และ barbiturates แล้วอาการดีขึ้น (1)
เด็กอายุ
2 ปีในรัฐ Miami สหรัฐอเมริกา เสียชีวิตเนื่องจากทานเมล็ดอ่อนนี้ไปเมื่อเดือนธันวาคม
ปี1961 และเกิดเหตุเช่นเดียวกันกับเด็กอีกคนใน Clearwater เมื่อเดือนตุลาคม
ปี 1958 (1)
เด็กผู้หญิงอายุ 2 ปี ใน Astatula รับประทานเมล็ดมะกล่ำตาหนู แล้วทำให้เกิดอาการอักเสบของทานเดินอาหารนาน
4 วัน ภายหลังได้เสียชีวิตเนื่องจาก acidosis เมื่อปี 1949 (1)
เด็กชายสองคนอายุ 9 และ 12 ปี รับประทาน 1 เมล็ดหรือ มากกว่า มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง
อาเจียน และมีอาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือดเกิดขึ้นตามมา 1 สัปดาห์ ขณะที่เด็กคนหนึ่งยังคงมีเลือดออกทางทวารหนักนานต่อไปอีก
2-3 เดือน และในปี 1970 เดือนพฤษภาคม ก็เกิดอาการเดียวกันกับเด็กหญิงอายุ
14 ปีที่เคี้ยว และกลืนเมล็ดมะกล่ำตาหนูไป 4 เมล็ด (1)
มีบันทึกกรณีของผู้ใหญ่ที่ได้รับพิษในประเทศอินเดีย ที่เคี้ยวเมล็ดไปครึ่งเมล็ด
แต่คายออกมาส่วนใหญ่ กลืนไปแค่ประมาณ 1 มิลลิกรัม แล้วเกิดอาการคลื่นไส้ภายใน
1 ชั่วโมง อาเจียนติดต่อกันอีก 20 ครั้งใน 6 ชั่วโมง และภายใน 12 ชั่วโมงก็มีอาการท้องเสีย
ไม่มีแรง ยืนไม่ได้ เหงื่อออก เสียดท้อง อ่อนเพลีย ชีพจรเต้นเร็ว และมือสั่น
ซึ่งเกิดอาการเหมือนกันกับนักเคมีคนหนึ่งที่เคี้ยวเมล็ด 1 เมล็ด และกัดอีกเมล็ดให้แตกออกพร้อมทั้งกลืนส่วนที่แตกเข้าไป
แต่อาการยังไม่ปรากฏจนกว่าผ่านไป 8 ชั่วโมง เช่นเดียวกับนักพิษวิทยาชาวนิวยอร์กเกิดปฏิกิริยาเหมือนกันหลังจากกลืนเมล็ดมะกล่ำตาหนูขนาด
? เมล็ด ที่รู้จักเป็นอย่างดีมานานกว่า 5 ปี โดยเจตนา มีอาการป่วยเกิดขึ้นใน
36 ชั่วโมง และสิ้นสุดต่อมาใน 24 ชั่วโมง แต่ยังมีอาการเลือดไหลทางทวารหนักต่อไปอีก
2-3 วัน (1)
ในประเทศไทยจากวารสารทางการแพทย์ของรพ.ขอนแก่น
( KHON-KAEN Hospital Medical Journal ) รายงานการเกิดพิษของเด็กชายวัย
9 ขวบที่เผลอไปทานเมล็ดมะกล่ำตาหนูแล้วทำให้มีอาการอาเจียนบ่อยครั้ง
ปวดท้องอย่างรุนแรง ชักและหมดสติ แพทย์ได้ทำการรักษาตามอาการของคนไข้ซึ่งภายหลังการรักษา
คนไข้มีอาการดีขึ้นเล็กน้อย แม้ในขณะนี้ คนไข้ยังคงมีปัญหาในการพูด และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
(3)
มีรายงานการพบพิษของผู้ป่วยหญิงอายุ 19 ปี ที่เสียชีวิตเนื่องจากใช้ของเหลวแช่เมล็ดมะกล่ำตาหนู
( jequirity infusion ) รักษาริดสีดวงตา (4) เนื่องจากมีตำรายาพื้นบ้านบางแห่งกล่าวถึงการแช่เมล็ดมะกล่ำตาหนู
เพื่อใช้เตรียมทำยารักษาริดสีดวงตา และกระจกตาขุ่น ด้วยเหตุนี้ การได้รับพิษจากเมล็ดมะกล่ำตาหนูไม่ได้เกิดเฉพาะจากการทานเท่านั้น
การสัมผัสทางดวงตาก็อาจเกิดขึ้นได้
สารที่ทำให้เกิดพิษ
ส่วนที่เป็นพิษมากที่สุด คือ
เมล็ด พบสารพิษสำคัญ คือ abrin a-d เป็นสารกลุ่ม lectin ออกฤทธิ์โดยตรงต่อเซลล์พาเรนไคมาของตับและไต
และเซลล์เม็ดเลือดแดง (5) โดยเข้าไปจับกับgalactosyl - terminated
receptors ของเยื่อบุเซลล์ ออกฤทธิ์ยับยั้ง ribosome และการสังเคราะห์โปรตีน
และทำให้เซลล์ตาย (6) นอกจากนี้ยังมีสารแอกกลูตินิน (Abrus agglutinin)
ซึ่งพบได้ในสารสกัดน้ำของเมล็ดมะกล่ำตาหนู มีฤทธิ์ทำให้เม็ดเลือดแดงในเลือดคนจับกลุ่มกัน
(hemagglutinin activity) abrin เป็นโปรตีนที่เป็นพิษมาก การได้รับสารพิษนี้เพียง
0.01 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ก็ทำให้เสียชีวิตได้ (4)
ขนาดของสารพิษที่ฉีดเข้าภายในช่องท้อง และเข้าทางหลอดเลือดดำที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่ง
(LD50) เท่ากับ 0.02 มก (7) และ 0.7 มคก.(8) ต่อน้ำหนัก 1 ก.ก. ตามลำดับ
อาการพิษที่เกิดกับสัตว์ ได้แก่ เบื่ออาหาร อาเจียนอย่างรุนแรง เซื่องซึม
หนาวสั่น มักทำให้เกิดกระเพาะและลำไส้อักเสบสัตว์ (9)
อาการพิษ
ผู้ป่วยที่กลืนเมล็ดมะกล่ำตาหนูจะมีช่วงระยะแฝงหรือภาวะที่อาการพิษยังไม่กำเริบ
(latent period) ระหว่าง 2-3 ชั่วโมง ถึง 2-3 วัน จากนั้นพิษของมะกล่ำตาหนูจะทำให้เกิดผลต่อระบบและอวัยวะต่างๆ
ภายในร่างกายคน ได้แก่
ระบบหลอดเลือด
พิษจากเมล็ดมะกล่ำตาหนูไม่มีผลโดยตรงต่อหัวใจ แต่อาจทำให้เกิดอาการช็อค
ความดันโลหิตต่ำ และหัวใจเต้นเร็ว หลังจากที่คนไข้อาเจียนและท้องเสียอยู่นาน
ระบบทางเดินหายใจ
คนไข้อาจเกิดภาวะ cyanosis คือ เกิดการขาดเลือดหรือออกซิเจนจนทำให้ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นสีเขียว
ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากที่คนไข้มีความดันโลหิตต่ำ และช็อค
ระบบประสาทส่วนกลาง
อาจมีอาการเซื่องซึม ชักกระตุก ประสาทหลอน และมือสั่น
ระบบกระเพาะอาหารและลำไส้
ฤทธิ์ระคายเคืองของสารพิษ abrin ทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะและลำไส้อย่างรุนแรง
ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย กลืนลำบาก และปวดเกร็งท้อง
การคลื่นไส้ และอาเจียนมีสาเหตุโดยตรงมาจากการระคายเคืองของเยื่อบุเมือกในกระเพาะอาหาร
นอกจากนี้อาจไปทำลายเยื่อบุเมือกของลำไส้เล็กทำให้มีเลือดออกทางอุจจาระ
(melaena) และ อาเจียนเป็นเลือด (haematemesis )ได้
ผลต่อตับ
สารพิษมีฤทธิ์ไปทำลายเซลล์หรือเนื่อเยื่อของตับ ทำให้ระดับเอนไซม์ของตับในซีรัม
เช่น แอสปาเตต ทรานเฟอเรส (AST) อะลานีน ทรานเฟอเรส (ALT) และ แลคติก
ดีไฮโดรจีเนส (LDH) มีค่าสูงขึ้นอย่างชัดเจน ระดับบิริลูบินในซีรัมมีค่าเพิ่มขึ้นแสดงว่ากำลังเกิดบาดแผลภายในอวัยวะ
นอกจากนี้อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
ระบบปัสสาวะ
อาการปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะเลย อาจเป็นผลมาจากความดันโลหิตต่ำที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน
แต่ก็อาจมีสาเหตุมาจากภาวะไตล้มเหลวเฉียบพลัน การอุดตันของหลอดปัสสาวะด้วยฮีโมโกลบินที่มาจากเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ถูกทำลาย
อาจส่งเสริมให้ไตวาย
ระบบตา
หู คอ จมูก อาจมีอาการเลือดออกในเรตินา (retina) เกิดขึ้น ในช่วงแรกที่ได้รับสารพิษ
อาจทำให้การมองเห็นลดลง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงที่เรตินา
หากตาโดนสารพิษจะทำให้เยื่อบุตาบวมและแดงมาก นอกจากนี้การกลืนพืชพิษลงไปอาจทำให้ระคายเคืองคอได้
ระบบเลือด
สารแอกกลูตินินของมะกล่ำตาหนูออกฤทธิ์โดยตรงต่อเม็ดเลือดแดงทำให้โลหิตตกตะกอนและสลายตัว
และอาจทำให้เกิดเลือดไหลในทางเดินอาหาร
ระบบเมทาบอลิซึม
การอาเจียน ท้องเสีย และมีเลือดออก นำไปสู่ภาวะสูญเสียของน้ำและอิเลกโตรไลส์
( Fluid and electrolyte disturbances ) ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้คนไข้ไม่รู้สึกตัว
กล้ามเนื้ออ่อนเพลีย หัวใจเต้นผิดปกติ และกล้ามเนื้อเป็นตะคริว ผลของการอาเจียนเป็นเวลานาน
อาจทำให้มีภาวะด่างในร่างกายเพิ่มขึ้น (alkalosis) แต่ถ้าผู้ป่วยเกิดอาการถึงขั้นช็อค
และไตวาย อาจทำให้มีภาวะกรดเพิ่มขึ้นได้แทน (acidosis) ซึ่งเป็นผลจากการรบกวนสมดุลของกรดเบสในร่างกาย
( Acid base disturbances ) การที่ร่างกายสูญเสียน้ำ ส่งผลเสียโดยตรงต่อไต
ทำให้คนไข้ปัสสาวะได้น้อยลง ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตเนื่องจากเกิดภาวะยูรีเมีย
(uremia*) ตามมา (10)
ทั้งหมดนี้เป็นอาการพิษของมะกล่ำตาหนูที่สามารถเกิดขึ้นได้ในคน
แต่ความรุนแรงอาจเกิดมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน
เช่น ขนาดที่รับประทาน สภาวะร่างกาย และอายุของผู้ได้รับพิษ อย่างไรก็ตาม
หากคนไข้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจทำให้เสียชีวิตได้
การรักษา
การช่วยเหลือเบื้องต้น ในกรณีพึ่งรับประทานเมล็ดไปนานไม่ถึง
30 นาที ให้ทำให้ผู้ป่วยอาเจียนเพื่อเอาเมล็ดหรือชิ้นส่วนของพืชออกมา
โดยรับประทานยาน้ำเชื่อม ipecac แต่คนไข้จะต้องไม่อยู่ในสภาวะที่ห้ามทำให้อาเจียน
หรือมีอาการบวมของคอหอย จากนั้นให้เก็บเมล็ดหรือพืชส่วนอื่นๆ ที่ผู้ป่วยรับประทานเข้าไปหรือหากเป็นไปได้ให้เอาของเหลวที่ผู้ป่วยพึ่งอาเจียนออกมาใส่ขวดโหลสะอาดเอาไปตรวจสอบว่าผู้ป่วยได้รับประทานพืชพิษชนิดใด
(identification)
ถ้าไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยอาเจียนได้
ก็ให้ใช้วิธีการล้างท้องแทน แต่วิธีการล้างท้องอาจไม่ประสพความสำเร็จหากคนไข้กลืนเมล็ดขนาดใหญ่
ในการล้างท้องถ้าต้องใช้ stomach tube ควรระมัดระวัง เพราะอาจกระทบกระเทือนแผลในทางเดินอาหารที่ได้รับจากพิษของพืช
และให้ bismuth subcarbonate หรือ magnesium trisilicateไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้แผลในทางเดินอาหารกว้างขึ้น
จากนั้นจึงทำการรักษาประคับประคองผู้ป่วยตามอาการ
นำผลวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
เช่น ปริมาณเลือด ข้อมูลของตับ ระดับอิเลกโตรไลส์ในกระแสเลือดปริมาณยูเรีย
ครีอะตินินในเลือด และ ผลวิเคราะห์ปัสสาวะซึ่งอาจปรากฏว่ามีโปรตีน
เซลล์เม็ดเลือดแดง ฮีโมลโกลบิน และ cast รวมทั้งการตรวจสอบอื่นๆตามสภาวะร่างกายของคนไข้มาใช้ประกอบการรักษา
คนไข้ที่เสียน้ำมาก เนื่องจากอาการถ่ายท้องและอาเจียน
จึงควรให้พวก electrolyte และติดตามระดับอิเลกโตรไลส์ในกระแสเลือด
แก้ไขภาวะ metabolic acidosis หากมีอาการเกิดขึ้น การสูญเสียน้ำอาจทำให้เกิดอาการช็อคที่มาจากการขาดเลือดร่วมกับมีความดันโลหิตต่ำ
ถ้ารักษาโดยให ้ของเหลวทางหลอดเลือดไม่ได้ผล ให้ทำ insert a central
venous pressure line และให้พลาสมา หรือเดกซ์เทรน (dextran) เพื่อไปขยายปริมาตร
ภายในหลอดเลือด แต่ถ้าความดันโลหิตยังมีค่าต่ำอยู่ อาจพิจารณาให้โดปามีน
(dopamine)หรือ โดบูทามีน (dobutamine) ทางหลอดเลือดอย่างต่อเนื่อง
(a continuous infusion) ภายหลังการให้ของเหลวทดแทนแล้วผู้ป่วยยังไม่ขับปัสสาวะออก
อาจพิจารณาให้ทำไดอะไลซิส (dialysis)
แม้ว่ายังไม่เคยมีรายงานกรณีที่คนไข้มีอาการของการสลายตัวของเลือดอย่างรุนแรง
(haemolysis) อย่างไรก็ตามหากปรากฏอาการ ก็ให้ของเหลวที่เป็นด่าง เพื่อรักษาระดับของ
urine output ให้มีค่ามากกว่า 100 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง ถ้าไตของคนไข้ยังทำงานของไตได้ปกติอยู่
คนไข้ที่มีอาการชัก ให้ยาต้านอาการชัก
เช่น ไดอะซีแพม (diazepam) ในกรณีผู้ป่วยเด็กฉุกเฉิน อาจให้ไดอะซีแพมชนิดเหน็บทวาร
ยาบรรเทาอาการระคายคอ (demulcent) อาจช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองของกระเพาะอาหารและคอหอยได้
นอกจากนี้ก็ให้อาหารแป้งกับผู้ป่วย เพื่อช่วยป้องกันการเกิดอาการพิษต่อตับ
และควรให้ความเย็นแก่คนไข้ไม่ทำให้คนไข้รู้สึกร้อน เพราะอากาศร้อนจะยิ่งทำให้คนไข้มีอาการพิษเพิ่มขึ้น
ในกรณีที่ผู้ป่วยพึ่งกลืนเมล็ดแก่ของมะกล่ำตาหนู
ที่แห้ง แข็งโดยไม่ได้เคี้ยว เมล็ดจะผ่านเข้าไปในลำไส้และออกมาโดยไม่ทำอันตราย
ดังนั้นจึงอาจให้คนไข้ทานยาระบายเพื่อไปเร่งการขับออกของลำไส้ ( intestinal
transit ) แต่ห้ามใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการพิษเกิดขึ้น เพราะจะยิ่งทำให้คนไข้ท้องเสียอย่างรุนแรง
และสูญเสียน้ำมากขึ้น
หากตาของคนไข้สัมผัสพิษ ให้ล้างตาด้วยน้ำหรือน้ำเกลือในปริมาณมาก
เคยมีรายงาน การใช้ แอนตี-ซีรัมที่จำหน่ายภายใต้ชื่อว่า anti-abrin
หรือ jequiritol แต่ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านพิษต่อเมล็ดมะกล่ำตาหนูโดยเฉพาะ
(10,11)
จากรายงานพิษส่วนใหญ่
ปริมาณของเมล็ดมะกล่ำตาหนูที่กลืนเข้าไปจะเป็นขนาดที่ทำให้เกิดพิษถึงขั้นเสียชีวิตได้ในเด็ก
ด้วยเหตุนี้ ผู้ใหญ่หรือผู้ปกครองจึงควรแนะนำและสอนลูกหลานไม่ให้เล่นเมล็ดของพืชชนิดนี้
ส่วนเด็กที่โตแล้วก็สอนให้รู้อันตรายของการทานพืชพิษชนิดนี้ หากมีเมล็ดหรือสร้อยคอที่ทำจากเมล็ดของพืชชนิดนี้อยู่ก็ควรเก็บให้ห่างไกลเด็ก
และเนื่องจากมะกล่ำตาหนูเป็นไม้เถาต้นเตี้ย จึงไม่ควรปลูกพืชชนิดนี้ไว้ภายในบ้านเพื่อป้องกันมิให้เด็กซุกซนไปเล่น
เอกสารอ้างอิง
|