
ชื่อวิทยาศาสตร์ Andrographis paniculata (Burm. f.) Nees
วงศ์ Acanthaceae
ชื่อพ้อง -
1.
ฤทธิ์ลดไข้
เมื่อป้อนส่วนสกัด
85% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน ขนาด 2.5 ก./กก. แก่กระต่ายที่ถูกฉีดวัคซีนไทฟอยด์เข้าใต้ผิวหนังเพื่อให้เป็นไข้
พบว่าไข้ลดลง (1) เช่นเดียวกับเมื่อป้อนสารสกัด 95% เอทานอล ขนาด 2 และ 4 มล./กก. แก่หนูขาว albino ที่ถูกฉีดเชื้อยีสต์เข้าใต้ผิวหนังขนาด
300 มก./กก. เพื่อให้เป็นไข้
พบว่าไข้จะลดลงหลังจากที่ได้รับสารสกัด 180 และ 270 นาที และมีความสามารถในการลดไข้เท่ากับยาลดไข้แอสไพริน
แต่สารสกัดดังกล่าวไม่สามารถลดไข้หนูขาวที่เป็นไข้เนื่องจากถูกฉีดเชื้อยีสต์ขนาด 600
มก./กก. (2) ส่วนสกัดน้ำ
หรือ 50% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน เมื่อให้ทางปากกระต่าย
ขนาดสูงสุด 5 ก./กก. ไม่สามารถลดไข้กระต่ายที่ถูกทำให้เป็นไข้โดยการฉีดวัคซีนไทฟอยด์เข้าใต้ผิวหนัง
(1) Madav S, et al. พบว่า andrographolide ขนาด 100 มก./กก. ให้ทางสายยางลงสู่กระเพาะอาหารหนูถีบจักร สามารถลดไข้หนูที่ถูกทำให้เป็นไข้โดย
Brewers yeast (3)
การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยอายุมากกว่า
12 ปี จำนวน 152 คน มีอาการเป็นไข้
และเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 แห่ง
และองค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกลุ่มแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล จำนวน 53 คน แคปซูลฟ้าทะลายโจรขนาด 3 ก./วัน จำนวน 48 คน ขนาด 6 ก./วัน จำนวน 51 คน
กินติดต่อกันนาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการรักษาผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายโจร ขนาด 6
ก./วัน
อาการไข้และอาการเจ็บคอจะหายไปมากกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาด 3 ก./วัน แต่ผลการรักษาไม่มีความแตกต่างกันในวันที่ 7
ของการรักษา (4)
1.
การทดสอบความเป็นพิษ
ให้หนูกินผงใบแห้งขนาด 3 ก./กก.
ไม่พบหนูตาย และให้หนูกินผงยาขนาด 400 มก./กก. วันเว้นวัน นาน 4 สัปดาห์
หรือขนาด 150 มก./กก. นาน 24 สัปดาห์ ไม่พบความผิดปกติ (5) เมื่อฉีดสารสกัดทั้งต้นด้วยเอทานอล (50%) เข้าช่องท้องหนูถีบจักร
ขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากกว่า
1 ก./กก. (6) ฉีดสารสกัดใบด้วยน้ำเข้าใต้ผิวหนังกระต่าย
ขนาด 3.3 ก./กก. (เมื่อคำนวณเป็นน้ำหนักผงยา) ไม่พบพิษ (7)
สารสกัดส่วนเหนือดินด้วยเอทานอล
(50%) มีค่า LD50 มากกว่า 15 ก./กก. เมื่อให้กิน หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
หากให้โดยฉีดเข้าช่องท้อง ค่า LD50 14.98 ก./กก. เมื่อให้กินขนาด 2.4 ก./กก./วัน ติดต่อกันนาน 6 เดือน ไม่พบพิษ (8) ให้หนูกินสารสกัดด้วยเอทานอล
(70%) ขนาด 1 ก./กก.
นาน 60 วันไม่พบพิษต่อระบบสืบพันธุ์เพศผู้ (9)
เมื่อฉีดสารสกัดใบและกิ่งด้วยเอทานอล (95%) หรือน้ำเข้าช่องท้องหนูถีบจักร
ขนาดที่น้อยที่สุดที่ทำให้เป็นพิษคือ 1 มล./ตัว (10)
การฉีดสารสกัดซาโปนินเข้าช่องท้องหนูถีบจักรในขนาด
300 มก./กก. ทำให้สัตว์ทดลองเพลีย หายใจเร็ว กล้ามเนื้ออ่อนแรง
และการเปลี่ยนอิริยาบถลดลง ในขนาด
1,000 มก./กก. หลังจากฉีดได้ 8 นาที มีอาการชัก สั่นและตาย สารสกัดด้วยน้ำในขนาด
300 มก./กก. มีอาการอ่อนเพลีย การหายใจเร็ว การรับรู้ลดลงและกล้ามเนื้ออ่อนแรง
อาการคงอยู่ 24 ชม. ในขนาด 1,000
มก. มีอาการคล้ายๆ กับขนาด 300 มก. แต่ตายใน 24 ชม. สารสกัดอีเทอร์ 100 มก./กก. ทำให้การรับรู้
และระบบการเคลื่อนไหวลดลง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และอาการคงอยู่ 1 ชม. ในขนาด 1,000 มก. อาการเหมือนกันแต่ตายใน
45 นาที ผงสารสกัดอีเทอร์ในขนาด 300 มก./กก. ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย
การเคลื่อนไหวและกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการจะคงอยู่ 2 ชม. เมื่อให้ขนาด 1,000 มก.
อาการอ่อนแรงและตายหลัง 24 ชม.
สารสกัดด้วยอัลกอฮอล์ขนาด 300 มก./กก. ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย
การเคลื่อนไหวลดลง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และอาการคงอยู่ 24 ชม. ขนาด 1,000 มก. 5 ชม.
5 นาทีหลังฉีด หนูจะมีอาการสั่นในที่สุดตาย
ส่วนสารสกัดอีเทอร์ที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์ส่วนหนึ่งในขนาด 1,000 มก./กก.
จะทำให้อ่อนเพลีย และตายใน 3 ชม. 30 นาที หลังได้ยา (11)
ฉีดสารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์ สารสกัดเอทิลอีเทอร์ สารสกัดเมทานอล
ส่วนสกัดที่แยกได้จากสารสกัดเอทิลอีเทอร์ และส่วนสกัดที่แยกได้จากสารสกัดเมทานอล
เข้าช่องท้องหนูถีบจักร ขนาด £
300, £ 30, £ 100, £ 300 และ £ 100 มก./กก. ตามลำดับ ไม่พบพิษ
แต่เมื่อให้สารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์ ขนาด 1,000 มก./กก. ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ พบว่าหนูอ่อนแรง
ลดอาการระแวดระวัง ลด motor activity และลดสภาพท่าทางปกติ (normal
posture) นาน 24 ชม. สารสกัดเอทิลอีเทอร์
ขนาด 100 มก./กก. ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ จะทำให้หนูอ่อนแรงนาน 1 ชม. ขนาด 300 มก./กก. ทำให้หนูอ่อนแรงและตายหลังจากนั้น 24 ชม. ขนาด 1,000 มก./กก. หนูจะอ่อนแรงและตายหลังจากนั้น 45 นาที ตรวจพบว่าตับบวม สารสกัดเมทานอล ขนาด 300 มก./กก. ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศเมีย
จะทำให้หนูอ่อนแรง ลด motor activity ลด muscle tone ลดสภาพท่าทางปกติ นาน 24 ชม. ขนาด
1,000 มก./กก. หนูจะเกิดก้อนเนื้องอกอย่างรวดเร็ว
เกิด straub tail ชัก และตายหลังจากได้รับสาร 5 ชม. 5 นาที ส่วนสกัดที่แยกได้จากสารสกัดเอทิลอีเทอร์
ขนาด 1,000 มก./กก. ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศเมีย จะทำให้หนูอ่อนแรง และตายหลังจากนั้น 3
ชม. 30 นาที ตรวจพบช่องท้องและช่องอกปกติ
แต่มีเลือดออกที่ปอดเล็กน้อย ส่วนสกัดที่แยกได้จากสารสกัดเมทานอล ขนาด 300 มก./กก. ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศเมีย จะทำให้หนูอ่อนแรง เพิ่มอัตราการหายใจ ลด
motor activity นาน 3 ชม. ขนาด 1,000 มก./กก. หนูจะชัก เกิด straub tail และก้อนเนื้องอกหลังจากได้รับสาร
8 นาที ต่อมาจะตาย (12)
2.
ก่อกลายพันธุ์
ส่วนสกัดเฮกเซนและส่วนสกัดอัลกอฮอล์จากฟ้าทะลายโจร (13) และสารสกัดน้ำจากใบและลำต้น ขนาด 40 มก./จานเพาะเชื้อ (14) ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน S.
typhimurium TA98 และ TA100
3.
ผลต่อระบบสืบพันธุ์
มีการทดสอบความเป็นพิษของฟ้าทะลายโจร โดยนำสารสกัดมาตรฐาน (สกัดด้วยอัล-กอฮอล์ 70%) มาให้หนูขาวกินในขนาด
20, 200 และ 1,000 มก./กก. เป็นเวลา 60 วัน
ไม่พบพิษต่ออวัยวะสืบพันธุ์ (9) แต่มีรายงานว่าเมื่อให้อาหารที่ผสมลำต้นในสัดส่วน
40 มก.ต่อหนูถีบจักร Wistar ทั้งเพศผู้และเพศเมียแต่ละตัว นาน 14 วัน
แล้วจึงให้ผสมพันธุ์ และยังคงให้อาหารที่ผสมฟ้าทะลายโจรต่ออีก 3 สัปดาห์ พบว่าหนูเพศเมียเป็นหมัน (15) เมื่อให้อาหารที่มีส่วนผสมของราก
ลำต้น และใบฟ้าทะลายโจร 0.75% แก่หนูถีบจักร Wistar ทั้งเพศผู้และเพศเมีย พบว่าอาหารที่มีส่วนผสมของลำต้น 0.75% กินนาน 3 สัปดาห์ขึ้นไปเท่านั้นที่มีผลลดการมีลูกของหนูเพศผู้
(16) และมีรายงานว่าทำให้การผลิตอสุจิลดลง
เมื่อกรอกให้หนูขาวในขนาด 20 มก./ตัว
เป็นเวลา 60 วัน มีการเปลี่ยนแปลงของ seminiferous
tubules และ regression of leydig cells (17) ต่อมาได้มีการทดลองผลของ
andrographolide โดยให้หนูขาวอายุ 3 เดือน
2 ขนาดเป็นเวลา 48 วัน
พบว่าการผลิตอสุจิลดลง อสุจิไม่เคลื่อนไหว และบางตัวมีความผิดปกติ
และมีการผิดปกติเช่นเดียวกับเมื่อให้ผงฟ้าทะลายโจร ผู้วิจัยจึงแนะนำว่าอาจนำมาใช้เป็นยาคุมกำเนิดชาย
(18)
4.
พิษต่อเซลล์
สารสกัดเมทานอลจากใบ
ขนาด 5.3 และ 3.1 มคก./มล. เป็นพิษต่อเซลล์ human epidermoid
carcinoma of nasopharynx และ P388 lymphocytic leukemia
cells ในหลอดทดลอง ตามลำดับ โดยมีสาร andrographolide เป็นสารออกฤทธิ์ในขนาด 1.5 และ 1 มคก./มล. ตามลำดับ ส่วนสาร 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide
และ neoandrographolide ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ดังกล่าว
(19) สารสกัดน้ำจากส่วนเหนือดินเป็นพิษต่อเซลล์เพาะเลี้ยง MT-4
(20) สารสกัดคลอโรฟอร์มจากใบ
ความเข้มข้น 3.91 มค.ก./มล. เป็นพิษต่อเซลล์เพาะเลี้ยง MT-4
(21) และสารสกัดน้ำร้อนจากส่วนเหนือดิน
เป็นพิษต่อเซลล์เพาะเลี้ยง Hep-2 ความเข้มข้นที่เป็นพิษต่อเซลล์
50% เท่ากับ 295 มค.ก./มล. (22) ในขณะที่สารสกัดเมทานอลจากใบเป็นพิษต่อเซลล์เพาะเลี้ยง
MT-4 อย่างอ่อน และสารสกัดน้ำจากใบขนาด 220 มคก./มล. ให้ผลไม่ชัดเจนในการแสดงฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์เพาะเลี้ยง
MT-4 (23)
สรุปแล้วฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ลดไข้
อาจใช้สลับกับ paracetamol
ซึ่งทำให้เกิดอาการตับอักเสบถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
ควรระมัดระวังไม่รับประทานติดต่อกันนานและขนาดสูง เพราะอาจพบอาการข้างเคียงเรื่องท้องผูกและกล้ามเนื้อเปลี้ยได้
1. กมล สวัสดีมงคล
อุไรวรรณ เพิ่มพิพัฒน์ นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี มนัส หวังหมัด กัลยา
อนุลักษณาปกรณ์ สุชาดา กิตติศิริพรกุล วราพร จิรจริยะเวช. การศึกษาทางเภสัชวิทยาของฟ้าทะลายโจร. รายงานการประชุมฟ้าทะลายโจร
กรมวิทยาศาสตร์การ แพทย์.
2. Vedavathy S, Rao KN. Antipyretic activity of six indigenous
medicinal plants of Tirumala hills, Andhra Pradesh, India. J Ethnopharmacol 1991;33:193-6.
3. Madav S, Tripathi HC,
Tandan MSK. Analgesic, antipyretic
and antiulcerogenic effects of andrographolide. Indian J Pharm Sci
1995;57(3):121-5.
4. Thamlikitkul V,
Dechatiwongse T, Theerapong S, et al.
Efficacy of Andrographis paniculata Nees for
pharyngotonsillitis in adults. J Med Assoc Thai 1991;74(10): 437-42.15.
5. ประสาน
ธรรมอุปกรณ์ ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ. พิษเฉียบพลันและพิษกึ่งเรื้อรังของ
ฟ้าทะลายโจรในหนูถีบจักรและหนูขาว.
การประชุมเสนอผลงานวิจัยคณะเภสัชศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครั้งที่ 8, 2532:2.
6. Dutta A, Sukul NC. Filaricidal properties of a wild herb, Andrographis
paniculata. J Helminthol
1982;56:81-4.
7.
Nakanishi
K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.
Phytochemical survey of Malaysian plants. Preliminary chemical and
pharmacological screening.
Chem Pharm Bull 1965;13(7): 882-90.
8.
นาถฤดี
สิทธิสมวงศ์ เจษฎา เพ็งชะตา ทรงพล ชีวะพัฒน์ และคณะ. พิษเฉียบพลันและกึ่งเรื้อรังของฟ้าทะลายโจร.ไทยเภสัชสาร 2532;14(2):109-18.
9.
Burgos
RA, Caballero EE, Sanchez NS, et al.
Testicular toxicity assessment of Andrographis paniculata dried
extract in rats. J
Ethnopharmacol 1997;58(3):219-24.
10.
Feng
PC, Haynes LJ, Magnus KE, et al.
Pharmacological screening of some west Indian medicinal plants. J Pharm
Pharmacol 1962;14:556-61.
11.
Kintanar
QL, Mercado-Sison FE.Pharmacological screening of Philippine plants using a
multidimensional observation technique in mice. The Philippine J Sci 1978;107(1-2):71-94.
12.
Garcia
LL, Kintanar QL, Fojas FR, Sison FM, Chua NG, Vili Anueva BA. Pharmacological studies on the
leaves of Andrographis paniculata Nees. plant grown in the
Philippines. Acta Medica
Philippina 1980;16(2);59-68.
13.
แก้ว
กังสดาลอำไร วรรณี โรจนโพธิ์. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขและสมุนไพรบางชนิด
โดยวิธีเอมส์เทสต์. รายงานการวิจัย
สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล.
14.
Yin
XJ, Liu DX, Wang H, et al. A study
on the mutagenicity of 102 raw pharamceuticals used in Chinese
traditional medicine. Mutat
Res 1991;260(1): 731-82.
15.
Shamsuzzoha
M, Shamsur Rahman M, Mohiuddin Ahmed M, et al. Antifertility effect in mice of medicinal plant of
family Acanthaceae. Lancet
1978:900.
16.
Shamsuzzoha
M, Shamsur Rahman M, Muhiuddin Ahmed M.
Antifertility activity of a medicinal plant of the genus Andrographis
Wall (Family Acanthaceae).
Bangladesh Med Res Counc Bull 1979;5(1):14-8.
17.
Akbarsha
MA, Manivannan B, Hamid KS, Vijayan B.
Antifertility effect of Andrographis paniculata (Nees) in male
albino rat. Indian J Exp
Biol 1990;28(5): 421-6.
18.
Akbarsha
MA, Murugaian P. Aspects of the
male reproductive toxicity/male antifertility property of andrographolide
in albino rats: effect on the testis and the cauda epididymidal
spermatozoa. Phytother Res
2000;14(6):432-5.
19.
Siripong
P, Kongkathip B, Preechanukool K, et al.
Cytotoxic diterpenoid constituents from Andrographis paniculata
Nees leaves. Sci Soc Thailand 1992;18:187-94.
20.
Yao
XJ, Wainberg MA, Parniak MA.
Mechanism of inhibition of HIV-1 infection in vitro by purified extract
of Prunella vulgaris.
Virology 1992;187(1):56-62.
21.
Yamamoto
T, Takahashi H, Sakai K, Kowithayakorn T, Koyano T. Screening of Thai plants for anti-HIV-1 activity. Natural Med 1997;51(6):541-6.
22.
Ma
S-C, Du J, Pui-Hay But P, et al.
Antiviral Chinese medicinal herbs against respiratory syncytial
virus.
J Ethnopharmacol 2002;79:205-11.
23.
Otake
T, Mori H, Morimoto M, et al.
Screening of Indonesian plant extracts for anti-human immunodeficiency
virus- type 1 (HIV-1) activity.
Phytother Res 1995;9(1):6-10.