1.  ชื่อสมุนไพร           กะเพรา

          ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum tenuiflorum L.

          ชื่อวงศ์           LAMIACEAE (LABIATAE)

          ชื่อพ้อง           Ocimum sanctum L.

          ชื่ออังกฤษ        Holy basil, Sacred basil

          ชื่อท้องถิ่น        กอมก้อดง, กอมก้อ, กะเพราขาว, กะเพราแดง, ห่อกวอชู, ห่อตูปลู, อิ่มคิมหลำ

 

2.  ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

          ไม้ล้มลุก มีกิ่งก้านเป็นเหลี่ยม มีขนปกคลุม ใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามเป็นคู่ๆ  เป็นรูปรีหรือรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือมน ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย โคนใบแหลมหรือมน ตามเส้นใบมีขน ดอกเป็นช่อคล้ายฉัตร ออกที่ปลายกิ่ง ใบประดับเป็นรูปไข่ ปลายแหลม ขอบมีขน ดอกติดรอบแกนช่อเป็นระยะๆ บานจากด้านล่างขึ้นไปด้านบน กลีบดอกมีสีชมพูแกมม่วง แยกเป็น 2 ปาก ปากบนหยักเป็นรูปหอก 4 หยัก ปากล่างยื่นยาว ผลแห้งแตกได้แบ่งเป็น 4 ผลย่อยเชื่อมติดกัน เมล็ดมีรูปรี

 

3.  ส่วนที่ใช้เป็นยาและสรรพคุณ

          -ใบ               ขับลม

 

4.  สารสำคัญที่เชื่อว่าเป็นสารออกฤทธิ์ หรือสารที่ใช้ประเมินคุณภาพของสมุนไพร

          Ursolic acid มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่ง histamine จาก mast cell และ eugenol ในน้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรีย และขับน้ำดี นอกจากนี้ยังมีสารที่ลดการอักเสบ ได้แก่  cirsilineol, cirsimaritin, isothymonin, apigenin, rosmaric acid และ eugenol

 

5.  ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

          5.1   ฤทธิ์ขับลม

                 กะเพรามีน้ำมันหอมระเหยซึ่งมีฤทธิ์ขับลม  eugenol ในน้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียที่ทำให้เกิดทำให้ท้องเสีย

          5.2   ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

                 เมื่อให้สารสกัดจากกะเพราด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 70 ทางท่อตรงเข้าที่กระเพาะอาหารหนูแรทในขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มีผลรักษาแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากแอสไพริน หรือการทำให้เกิดความเครียดด้วยความเย็น เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดจากผงใบกะเพราด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม วันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน  หรือฉีดน้ำมันจากเมล็ดกะเพรา ขนาด 1-3 มิลลิลิตร/กิโลกรัม เข้าทางช่องท้องของหนูตะเภาที่เหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ใช้แอสไพริน แอลกอฮอล์ ฮีสตามีน อินโดเมธาซิน เรสเซอปีน ซีโรโทนิน การผูกที่รอยต่อระหว่างกระเพาะอาหารกับลำไส้เล็ก (pyloric ligation) และ ความเครียด พบว่าสามารถลดการหลั่งกรดและป้องกันการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารจากสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ได้

          5.3   ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้

                 สารสกัดจากใบกะเพราด้วยน้ำ หรือสารสกัดแอลกอฮอล์ร้อยละ 49 มีผลคลายกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้หนูตะเภา และกระต่าย ที่กล้ามเนื้อลำไส้ถูกกระตุ้นให้บีบตัวด้วยฮีสตามีน อะเซทิลโคลีน และคาร์บาคอล

          5.4   ฤทธิ์ขับน้ำดี

                 กะเพรามีสาร eugenol  ซึ่งมีฤทธิ์ขับน้ำดี

          5.5   ฤทธิ์ลดการอักเสบ

                 สารสกัดจากใบกะเพราด้วยน้ำและเมทิลแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์บรรเทาการอักเสบของอุ้งเท้าหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้อักเสบด้วยคาราจีแนนและน้ำมันละหุ่ง  สาร eugenol ในกะเพรามีฤทธิ์ลดการอักเสบโดยยับยั้งการสังเคราะห์พรอสต้าแกลนดิน (prostaglandin)  สารสกัดจากใบกะเพราด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ร้อยละ 50  น้ำมันหอมระเหย และน้ำมันจากเมล็ดกะเพรา  มีฤทธิ์ลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยคาราจีแนน ซีโรโทนิน และฮีสตามีน  กรดไขมันจากน้ำมันเมล็ดกะเพรา ได้แก่ stearic acid, palmitic acid, oleic acid, linoleic acid และ linolenic acid มีฤทธิ์ลดการบวมของอุ้งเท้าหนูจากการเหนี่ยวนำให้อักเสบด้วยคาราจีแนน พรอสต้าแกลนดิน อี 2 (PGE2)  leukotriene และ arachidonic acid  นอกจากนี้น้ำมันเมล็ดกะเพรายังสามารถลดการอักเสบของข้อเข่าหนูแรท เมื่อให้รับประทานเป็นเวลา 10 วัน โดยน้ำมันเมล็ดกะเพราขนาด 3 มิลลิลิตร/กิโลกรัม จะมีผลยับยั้งเทียบเท่ากับยาแอสไพรินขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม  น้ำมันหอมระเหยจากใบกะเพราออกฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งเอ็นไซม์ 5-lipoxygenase ได้ดีกว่า กรด nordihydroquaretic ตำรับยาที่มีกะเพราเป็นส่วนประกอบมีฤทธิ์ลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยสารคาราจีแนน และฟอร์มาลีน สารสกัดจากใบ ลำต้นของกะเพรา และสารที่แยกได้จากกะเพราได้แก่ cirsilineol, cirsimaritin, isothymonin, apigenin, rosmaric acid และ eugenol ที่ความเข้มข้น 1 มิลลิโมล/ลิตร มีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบได้

          5.6   ฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้

                 สารสกัดจากใบกะเพราด้วยแอลกอฮอล์ ขนาด 50 และ 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูเม้าส์ หรือป้อนทางปากในขนาด 50, 100 และ 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถยับยั้งอาการปวดได้ในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการปวดโดยการฉีดกรดอะซิติกเข้าทางช่องท้อง และโดยการทดสอบวางหางหนูบนแผ่นโลหะร้อน 

                 สารสกัดจากใบกะเพราด้วยน้ำและเมทิลแอลกอฮอล์ และน้ำมันกะเพรามีฤทธิ์บรรเทาปวดลดไข้ เมื่อฉีดน้ำมันกะเพราขนาด 3 มิลลิลิตร/กิโลกรัมเข้าทางช่องท้องหนูแรทที่มีไข้จากการได้รับวัคซีนไทฟอยด์-พาราไทฟอยด์ พบว่าสามารถลดไข้ได้เทียบเท่ากับยาแอสไพริน  สารสกัดจากใบกะเพราด้วยเมทิลแอลกอฮอล์มีฤทธิ์บรรเทาอาการเจ็บปวดของหนูที่เหนี่ยวนำให้เส้นประสาทอักเสบ (neuropathy) โดยการตัดเส้นประสาทที่สะโพก (sciatic nerve transection)

          5.7   ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง

                 เมื่อป้อนสารสกัดจากรากกะเพราด้วยเมทิลแอลกอฮอล์ให้หนูในขนาด 50-150 มิลลิกรัม/กิโลกรัม   จะทำให้หนูเคลื่อนไหวน้อยลง และมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ นอกจากนี้สารสกัดจากกะเพรายังออกฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อนๆ และคลายเครียดได้

          5.8   ฤทธิ์ปกป้องตับ

                 เมื่อฉีดสารสกัดจากทั้งต้นด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 70 ขนาด 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เข้าช่องท้องหนูเม้าส์ หรือป้อนยาตำรับต่างๆ ที่มีกะเพราเป็นส่วนประกอบให้หนูแรท ได้แก่ สารสกัดใบกะเพราขนาด 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ป้อนหนูเม้าส์นาน 10 วัน   สารสกัดกะเพราด้วยน้ำเย็น ขนาด 3 กรัม/100 กรัม ป้อนหนูเป็นเวลา 6 วัน และสารสกัดกะเพราด้วยแอลกอฮอล์ ขนาด 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่าสารสกัดกะเพราดังกล่าวสามารถป้องกันตับจากการถูกทำลาย ด้วยคาร์บอนเตตตระคลอไรด์ ยาพาราเซตามอล และสารปรอทได้

          5.9   ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย

                 สารในกลุ่ม phenol, tannin และ saponin จากต้นกะเพรา และสารสกัดด้วยเอทิลแอลกอฮอล์  เมทิลแอลกอฮอล์ในน้ำ น้ำ และน้ำมันหอมระเหยจากกะเพรา สามารถต้านเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคได้แก่ Escherichia coli,  Shigella dysenteriae, Staphylococcus aureus, Klebsiella, Proteus และเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ที่ดื้อยาได้แก่ Salmonella typhi,  S. aureus และ Neisseria gonorrhea  น้ำมันหอมระเหยจากใบกะเพรายังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว Propionibacterium acnes  และต้านเชื้อยีสต์ (Candida albicans)  นอกจากนี้น้ำมันกะเพรายังสามารถออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย  S. aureus, Bacillus pumilus และ Pseudomonas aeruginosa ได้ โดยคาดว่าสารออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรียในน้ำมันกะเพราคือ linolenic acid

          5.10 ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

                 สารฟีนอลิก เช่น cirsilineol, cirsimaritin, isothymusin, apigenin, rosmarinic acid และ eugenol และสารฟลาโวนอยด์ ได้แก่ orientin และ vicenin ในใบกะเพรามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าสามารถลดการเกิดออกซิเดชันของไขมันที่เกิดจากการฉายแสงในตับหนูเม้าส์  น้ำมันหอมระเหยจากใบกะเพรามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่ากรดแอสคอร์บิค (วิตามิน ซี)

          5.11 ฤทธิ์ต่อหัวใจและหลอดเลือด

                 น้ำมันกะเพราฉีดเข้าหลอดเลือดสุนัขทำให้หลอดเลือดส่วนปลายขยายตัว และความดันโลหิตลดลง น้ำมันกะเพราขนาด 3 มิลลิลิตร/กิโลกรัม ฉีดเข้าช่องท้องสัตว์สามารถช่วยป้องกันเลือดแข็งตัวได้เทียบเท่ากับแอสไพริน ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม นอกจากนี้พบว่าการกินกะเพราระยะยาวช่วยป้องกันการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardial necrosis) ที่ถูกเหนี่ยวนำโดย isoproterenol ในหนูแรท โดยมีกลไกการป้องกันผ่านกระบวนการต้านอนุมูลอิสระ

          5.12 ลดน้ำตาลในเลือด

                 การทดสอบในคนพบว่ากะเพราสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลังอาหาร และในปัสสาวะ  และสารสกัดกะเพราสามารถลดน้ำตาลในเลือดหนูแรทที่เป็นเบาหวานให้เป็นปกติได้ นอกจากนี้กะเพรายังมีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ aldose reductase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวาน  

          5.13 ฤทธิ์ป้องกันอันตรายจากรังสี

                 สารสกัดใบกะเพราช่วยเสริมฤทธิ์ WR-2721 ซึ่งเป็นสารป้องกันรังสีสังเคราะห์ ในการป้องกันอันตรายจากการฉายรังสีที่เซลล์ไขกระดูก การใช้ร่วมกันจะช่วยลดความเป็นพิษของ WR-2721 เมื่อใช้ในขนาดสูง นอกจากนี้สารฟลาโวนอยด์ที่แยกได้จากใบกะเพรา คือ orientin และ vicenin มีฤทธิ์ป้องกันอันตรายจากการฉายรังสีของเซลล์เม็ดเลือดขาวได้เทียบเท่าสารป้องกันรังสีสังเคราะห์

          5.14 ฤทธิ์ต้านมะเร็ง

                 สารสกัดใบกะเพราด้วยเอทิลแอลกอฮล์ มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง fibroblasts  และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปอด (Lewis lung carcinoma) ที่ปลูกถ่ายให้หนูเม้าส์  ออกฤทธิ์ต้านการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งและเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งด้วยการยับยั้งการเกาะกันของเซลล์ (cell adhesion) ยับยั้งการแทรกตัวเข้าไปในเซลล์ปกติ (invasion) และยับยั้งการทำงานของ matrix metalloproteinase-9 (MMP-9) ทำให้ขนาดก้อนเนื้องอกและน้ำหนักปอดหนูที่ถูกปลูกถ่ายเซลล์มะเร็งปอด (A548) ลดลง   นอกจากนี้ ยังพบว่าสารสกัดกะเพรามีฤทธิ์ต้านมะเร็งในหนูเม้าส์ที่ปลูกถ่ายด้วยเซลล์มะเร็งเต้านม (Ehrlich ascites carcinoma) และมะเร็งชนิด Sarcoma 180  และลดการเกิดมะเร็งในหนูแรทที่ถูกทำให้เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งตับ และสารสกัดใบกะเพราด้วยแอลกอฮอร์มีฤทธิ์ต้านการเกิดมะเร็งผิวหนัง (skin papillomas) ที่เหนี่ยวนำด้วยสารเคมีในหนูเม้าส์  น้ำมันหอมระเหยจากใบกะเพรามีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว  และมะเร็งปากมดลูกในหลอดทดลอง  นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดใบกะเพราด้วยแอลกอฮอร์มีฤทธิ์กระตุ้นเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องในการกำจัดสารพิษและสารก่อมะเร็งได้แก่ cytochrome P 450, cytochrome b5, aryl hydrocarbon hydroxylase และ glutathione S-transferase (GST) อย่างไรก็ตามฤทธิ์ต้านมะเร็งยังไม่มีการศึกษาทางคลินิก

          5.15 ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน

                 น้ำมันหอมระเหยจากใบกะเพรา และน้ำมันเมล็ดกะเพราช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในหนูแรท

          5.13 ฤทธิ์อื่นๆ

                 สารสกัดกะเพราทั้งต้นด้วยแอลกอฮอลมีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการหลงลืมจากฤทธิ์ยาสโคโพลามีน และความจำเสื่อมจากความชราในหนูเม้าส์    สารสกัดใบกะเพราด้วยน้ำช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกในการทดลอง

 

6.  อาการข้างเคียง

          ไม่มีรายงาน

 

7.  ความเป็นพิษทั่วไปและต่อระบบสืบพันธุ์

          7.1   การทดสอบความเป็นพิษ

                 การทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันพบว่าสารสกัดกะเพราทั้งต้นด้วยแอลกอฮอล์ และเอทิลแอลกอฮอล์ร้อยละ 70 มีความเป็นพิษปานกลาง  สารสกัดจากใบกะเพราด้วยแอลกอฮอล์ มีความเป็นพิษปานกลาง  สารสกัดจากใบกะเพราด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 และ 70 มีความเป็นพิษน้อยถึงไม่เป็นพิษ  สารสกัดจากใบด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูพบว่าขนาดสูงสุดที่ทนได้คือ 1 กรัม/กิโลกรัม  สารสกัดกะเพราด้วยน้ำไม่เป็นพิษเมื่อป้อนหนูแรทในขนาด 2 กรัม/กิโลกรัม  หรือผงใบกะเพราในน้ำไม่พบความเป็นพิษเมื่อป้อนหนูเม้าส์ในขนาด 7 กรัม/กิโลกรัม   ส่วนน้ำมันกะเพราขนาดที่ทำให้หนูแรทตายครึ่งหนึ่งเท่ากับ 42.5 มิลลิลิตร/กิโลกรัม

                 จากการทดสอบความเป็นพิษกึ่งเฉียบพลัน พบว่าเมื่อฉีดน้ำมันเมล็ดกะเพราเข้าทางช่องท้องหนูในขนาด 3 มิลลิลิตร/กิโลกรัม ทุกวันเป็นเวลา 14 วันไม่แสดงความเป็นพิษ  สารสกัดใบกะเพราไม่เป็นพิษ เมื่อป้อนหนูเมาส์ในขนาด 7.5 กรัม/กิโลกรัม ทุกวันจนหนูมีอายุ 8 สัปดาห์

                 การทดสอบความเป็นพิษกึ่งเรื้อรัง พบว่าสารสกัดกะเพราด้วยน้ำไม่เป็นพิษ เมื่อป้อนหนูแรทในขนาด 1 ก./กก. ทุกวัน เป็นเวลา 13 สัปดาห์

          7.2   ความเป็นพิษต่อตัวอ่อน

                 สารสกัดด้วยเบนซีนในขนาด 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เป็นพิษต่อตัวอ่อน    สารสกัดใบกะเพราด้วยน้ำเป็นพิษต่อตัวอ่อน เมื่อป้อนหนูเพศเมียในขนาด 100 และ 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม  สารสกัดรากด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ ขนาด 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ป้อนเข้าทางกระเพาะหนูที่ตั้งท้อง ไม่ทำให้แท้ง  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 50% ฉีดเข้าช่องท้องหนูในขนาด 1 กรัม/กิโลกรัม ไม่พบความเป็นพิษต่อตัวอ่อน

          7.3   พิษต่อระบบสืบพันธุ์

                 ใบกะเพราสดเมื่อให้แก่กระต่ายวัยเจริญพันธุ์ทั้งสองเพศ ขนาด 1 กรัม/กิโลกรัม สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 เดือน พบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงที่อวัยวะเพศได้แก่อัณฑะ ท่อเก็บอสุจิ มดลูก และรังไข่ของสัตว์ทดลอง จำนวนอสุจิลดลง และการตั้งท้องจะเกิดขึ้นได้เมื่อสัตว์ทดลองได้รับการผสมพันธุ์หลังจากหยุดให้ใบกะเพรา 1 เดือน   

                 สารสกัดใบกะเพราด้วยตัวทำละลายเบนซีนให้แก่หนูแรท ขนาด 250 กรัม/กิโลกรัม เป็นเวลา 48 วัน พบว่าปริมาณ และการเคลื่อนไหวของอสุจิ  ปริมาณฟรุคโตสในน้ำอสุจิ และน้ำหนักของอัณฑะหรืออวัยวะสืบพันธุ์ลดลง  แสดงว่าสารสกัดใบกะเพรามีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน (antiandrogenic) แต่การทำงานของฮอร์โมนจะกลับเป็นปกติหลังจากหยุดให้สารสกัดกะเพราเป็นเวลา 2 สัปดาห์  

 

8. วิธีการใช้

8.1   การใช้เหง้ากระเพรารักษาอาการแน่น จุกเสียด ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

                 ใช้ใบและยอด 1 กำมือ (น้ำหนักสดประมาณ 25 กรัมแห้ง) ประมาณ 4 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม เหมาะเป็นยาขับลมสำหรับเด็ก  

                 ใช้ใบสด 3 ใบ ผสมเกลือบดให้ละเอียด แล้วละลายในน้ำสุก หรือน้ำผึ้ง หยอดให้เด็กอ่อนที่คลอดได้ราว 2-3 วัน เป็นยาขับลม

                 กินใบกะเพราสดทุกวันแก้โรคกระเพาะได้

8.2   ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ

                            ไม่มี